|
เปิดร่าง พ.ร.บ.ฯธุรกิจต่างด้าว ฉบับที่สนช.โจมตีว่า "ไม่เข้ม" |
ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชน (10/08/2550)
หลังจากผ่านวาระแรก
และเข้าสู่การพิจารณาในวาระ 2 ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)
เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2550 นายเกริกไกร จีระแพทย์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ขอถอนร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)
การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ฉบับที่...) ของคณะกรรมาธิการ (กมธ.)
วิสามัญ ออกไปปรับปรุงใหม่ หลังจากที่ประชุม สนช.มีมติด้วยคะแนนเสียง 76
ต่อ 64 คะแนน ไม่เห็นด้วยกับคำนิยาม "คนต่างด้าว" ของร่าง
พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว
"มติชน" จึงขอนำรายละเอียดของร่าง
พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวซึ่งเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมจาก
พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542
ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ายังมีช่องโหว่ให้ต่างชาติ สามารถเข้ามาครอบงำกิจการของคนไทยที่เป็นอาชีพสงวนได้โดยผ่านตัวแทนคนไทย
หรือที่เรียกว่า "นอมินี"
รายละเอียดของร่าง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ฉบับ กมธ. ดังนี้
มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า "พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ฉบับที่..) พ.ศ...."
มาตรา 2 พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับ ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา 3 ให้ยกเลิกคำนิยาม "คนต่างด้าว" ในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
"คนต่างด้าว" หมายความว่า
(1) บุคคลธรรมดาซึ่งไม่มีสัญชาติไทย
(2) นิติบุคคลซึ่งไม่ได้จดทะเบียนในประเทศไทย
(3) นิติบุคคลซึ่งจดทะเบียนในประเทศไทย และมีลักษณะดังต่อไปนี้
(ก)
นิติบุคคลซึ่งมีหุ้นอันเป็นทุน ตั้งแต่กึ่งหนึ่งของนิติบุคคลนั้นถือโดยบุคคลตาม
(1) หรือ (2) หรือนิติบุคคลซึ่งมีบุคคลตาม (1) หรือ (2)
ลงทุนมีมูลค่าตั้งแต่กึ่งหนึ่งของทุนทั้งหมดในนิติบุคคลนั้น
หรือนิติบุคคลซึ่งมีบุคคลตาม (1) หรือ (2)
มีอำนาจตามกฎหมายหรือตามข้อบังคับ หรือตามข้อตกลงในการออกเสียงลงคะแนน ตั้งแต่กึ่งหนึ่งของจำนวนคะแนนเสียง ที่มีสิทธิออกเสียงทั้งหมดของนิติบุคคลนั้น
(ข) ห้างหุ้นส่วนจำกัดหรือห้างหุ้นส่วนสามัญที่จดทะเบียน ซึ่งหุ้นส่วนผู้จัดการหรือผู้จัดการเป็นบุคคลตาม (1)
(4)
นิติบุคคลซึ่งจดทะเบียนในประเทศไทย
ซึ่งมีหุ้นอันเป็นทุน ตั้งแต่กึ่งหนึ่งของนิติบุคคลนั้นถือโดยบุคคลตาม (1)
(2) หรือ (3) หรือนิติบุคคลซึ่งมีบุคคลตาม (1) (2) หรือ (3)
ลงทุนมีมูลค่าตั้งแต่กึ่งหนึ่งของทุนทั้งหมดในนิติบุคคลนั้น
เพื่อประโยชน์แห่งคำนิยามนี้ให้ถือว่าหุ้นของบริษัทจำกัด ที่มีใบหุ้นชนิดออกให้แก่ผู้ถือเป็นหุ้นของคนต่างด้าว
เว้นแต่จะได้มีกฎกระทรวงกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น"
มาตรา 4 ให้ยกเลิกความในมาตรา 35 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
"มาตรา
35
คนต่างด้าวซึ่งได้รับใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจใดตามพระราชบัญญัตินี้ หากร่วมทำธุรกิจอันเป็นของคนต่างด้าวรายอื่นซึ่งมิได้รับอนุญาต ให้ประกอบธุรกิจตามพระราชบัญญัตินี้ หรือประกอบธุรกิจที่คนต่างด้าวรายอื่นนั้น เป็นเจ้าของร่วมโดยแสดงออกว่าเป็นธุรกิจของตนแต่ผู้เดียว
เพื่อให้คนต่างด้าวรายอื่นนั้น หลีกเลี่ยงหรือฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้
ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับตั้งแต่ห้าแสนบาทถึงห้าล้านบาท
หรือทั้งจำทั้งปรับ
และให้ศาลสั่งเลิกการร่วมทำธุรกิจ หรือการประกอบธุรกิจนั้นเสีย
หากฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลต้องระวางโทษ ปรับวันละห้าหมื่นบาทถึงสองแสนห้าหมื่นบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่"
มาตรา 5 ให้ยกเลิกความในมาตรา 36 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
"มาตรา
36
ผู้มีสัญชาติไทยหรือนิติบุคคลที่มิใช่คนต่างด้าว ตามพระราชบัญญัตินี้ให้ความช่วยเหลือ หรือสนับสนุนหรือร่วมประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว
อันเป็นธุรกิจที่กำหนดไว้ในบัญชีท้ายพระราชบัญญัตินี้ โดยคนต่างด้าวนั้นมิได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจดังกล่าว
หรือร่วมประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว โดยแสดงออกว่าเป็นธุรกิจของตนแต่ผู้เดียว หรือถือหุ้นแทนคนต่างด้าวในห้างหุ้นส่วน หรือบริษัทจำกัดหรือนิติบุคคลใดๆ
เพื่อให้คนต่างด้าวประกอบธุรกิจโดยหลีกเลี่ยง หรือฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้
รวมทั้งคนต่างด้าวซึ่งยินยอมให้ผู้มีสัญชาติไทย หรือนิติบุคคลที่มิใช่คนต่างด้าวตามพระราชบัญญัตินี้ กระทำการดังกล่าวต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับตั้งแต่ห้าแสนบาทถึงห้าล้านบาท
หรือทั้งจำทั้งปรับ
และให้ศาลสั่งให้เลิกการให้ความช่วยเหลือหรือสนับสนุน รือสั่งให้เลิกการร่วมประกอบธุรกิจ
หรือสั่งให้เลิกการถือหุ้น หรือการเป็นหุ้นส่วนนั้นเสีย แล้วแต่กรณี
หากฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลต้องระวางโทษ ปรับวันละห้าหมื่นบาทถึงสองแสนห้าหมื่นบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่"
มาตรา 6 ให้ยกเลิกความในมาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
"มาตรา
37 คนต่างด้าวผู้ใดประกอบธุรกิจโดยฝ่าฝืนมาตรา 6 มาตรา 7 หรือ มาตรา 8
ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับตั้งแต่ห้าแสนบาทถึงห้าล้านบาท
หรือทั้งจำทั้งปรับและให้ศาลสั่งเลิกการประกอบธุรกิจ หรือเลิกกิจการ
หรือสั่งเลิกการเป็นผู้ถือหุ้น หรือเป็นหุ้นส่วนแล้วแต่กรณี
หากฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลต้องระวางโทษ ปรับวันละห้าหมื่นบาทถึงสองแสนห้าหมื่นบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่"
มาตรา 7 ให้ยกเลิกความในมาตรา 41 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
"มาตรา
41 ในกรณีที่นิติบุคคลเป็นผู้กระทำความผิดตามมาตรา 34 มาตรา 35 มาตรา 36
หรือมาตรา 37 กรรมการ หุ้นส่วน
หรือผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคล ซึ่งรู้เห็นเป็นใจกับการกระทำความผิดนั้น
หรือมิได้จัดการตามสมควรเพื่อป้องกันมิให้เกิดความผิดนั้น
ต้องระวางโทษตามที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นด้วย" มาตรา 8
นิติบุคคลซึ่งจดทะเบียนในประเทศไทย ที่ไม่เป็นคนต่างด้าว ตามคำนิยามของพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว
พ.ศ.2542
แต่เป็นคนต่างด้าวตามคำนิยามที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้
และประกอบธุรกิจประเภทที่กำหนดไว้ในบัญชีท้ายพระราชบัญญัตินี้อยู่แล้ว ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
หากประสงค์จะประกอบธุรกิจนั้นต่อไป
ให้ดำเนินการแจ้งต่ออธิบดี เพื่อขอหนังสือรับรองตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีกำหนด
ทั้งนี้ ภายในกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
และเมื่อได้รับหนังสือรับรองแล้ว
ให้ประกอบธุรกิจนั้นต่อไปได้ตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้
(1) ถ้าเป็นธุรกิจตามบัญชีสาม ให้ประกอบธุรกิจนั้นต่อไปได้จนกว่าจะเลิกประกอบธุรกิจ
(2) ถ้าเป็นธุรกิจตามบัญชีหนึ่งหรือบัญชีสอง ให้ประกอบธุรกิจนั้นต่อไป ได้เป็นเวลาสองปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
คนต่างด้าวตามวรรคหนึ่ง
หากมิได้แจ้งขอหนังสือรับรองภายในระยะเวลาที่กำหนด และยังฝ่าฝืนประกอบธุรกิจนั้นต่อไป
หรือกรณีเป็นธุรกิจตามบัญชีหนึ่งหรือบัญชีสอง ยังฝ่าฝืนประกอบธุรกิจนั้นต่อไปเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาสองปี ให้ถือว่าประกอบธุรกิจนั้นโดยไม่ได้รับอนุญาตต้องรับโทษ สำหรับความผิดนั้นตามที่กำหนดไว้ ในพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว
พ.ศ.2542 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้
มาตรา 9
ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 6 มาตรา 7 หรือมาตรา 8 ซึ่งกำหนดโทษไว้ตามมาตรา 37
หรือฝ่าฝืนมาตรา 35 หรือมาตรา 36
แห่งพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542
อยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
ถ้าได้แจ้งถึงการกระทำดังกล่าว ต่ออธิบดีตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีกำหนด
ทั้งนี้
ภายในกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ และแก้ไขหรือปฏิบัติให้ถูกต้อง จนไม่อยู่ในข่ายที่เป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา
6 มาตรา 7 มาตรา 8 มาตรา 35 หรือมาตรา 36
หรือเลิกประกอบธุรกิจที่เป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตราดังกล่าว
แล้วแต่กรณีภายในกำหนดเวลาหนึ่งปี นับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ ตามที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น
บทบัญญัติในวรรคหนึ่งไม่ให้ใช้บังคับกับผู้ฝ่าฝืนมาตรา
6 มาตรา 7 มาตรา 8 มาตรา 35 หรือมาตรา 36
แห่งพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542
ที่อยู่ระหว่างการดำเนินคดีในชั้นพนักงานสอบสวนหรือศาล
มาตรา 10 ให้ยกเลิก (18) ของบัญชีสามท้ายพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542
มาตรา
11 ให้ยกเลิกความใน (13) (14) (15) หรือ (21)
ของบัญชีสามท้ายพระราชบัญญัติ การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542
และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
"(13)
การค้าภายในเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ หรือผลิตผลทางเกษตรพื้นเมืองที่ยังไม่มีกฎหมายห้ามไว้
ยกเว้น
การซื้อขายล่วงหน้าตามกฎหมายว่าด้วย การซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าเฉพาะกรณีที่ไม่มีการส่งมอบสินค้า
(14) การค้าปลีกสินค้าทุกประเภท
(15) การค้าส่งสินค้าทุกประเภท
(21) การทำธุรกิจบริการอื่น ยกเว้น
(ก) ธุรกิจบริการที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจการซื้อขายล่วงหน้า ตามกฎหมายว่าด้วยการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า
(ข) ธุรกิจหลักทรัพย์ ธุรกิจอนุพันธ์ และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
(ค) ธุรกิจการธนาคารพาณิชย์ ตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์
(ง) ธุรกิจเงินทุน และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ ตามกฎหมายว่าด้วย การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์
(จ) ธุรกิจบริการอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง"
ในการประชุม
สนช. เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ฉบับที่...)
ในวาระ 2 มีการรับฟังคำสงวนคำแปรญัตติที่เห็นควรให้แก้ไขคำนิยาม
"คนต่างด้าว" โดยเห็นว่าคำนิยาม "คนต่างด้าว" ของร่าง พ.ร.บ.ฯ ฉบับ
กมธ.ยังไม่รัดกุมและเข้มข้นเพียงพอ
ซึ่งที่ประชุมไม่ขัดข้องที่จะนำคำแปรญัตติของผู้สงวนคำแปรญัตติมารวมไว้ในร่าง
พ.ร.บ.ดังกล่าว โดยเพิ่มข้อความท้ายมาตรา 3 ที่ว่าด้วยคำนิยาม
"คนต่างด้าว" ดังนี้
"หรือนิติบุคคลซึ่งบุคคลตาม (1) หรือ (2)
มีอำนาจตามกฎหมาย ข้อบังคับ
หรือข้อตกลงในการแต่งตั้งหรือถอดถอนกรรมการฝ่ายข้างมากของนิติบุคคลนั้น
หรือมีอำนาจชี้นำการดำเนินการของนิติบุคคลนั้น
และให้รวมถึงนิติบุคคลที่มีการถือหุ้นอันเป็นการลงุทนเช่นดังกล่าวต่อไปอีกทอด"
(http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01eci01100850&day=2007/08/10)
|