หน้าหลัก arrow ข่าวสื่อมวลชน arrow สนธิแฉ พ.ร.บ.เงินตรา หมกเม็ดล้างความผิดแบงก์ชาติเจ๊งค่าบาท 5 แสนล้าน
หน้าหลัก
กฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง
ข่าวสื่อมวลชน
บทความ
ดาวน์โหลด
เกี่ยวกับโครงการ
เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง
Search
สนธิแฉ พ.ร.บ.เงินตรา หมกเม็ดล้างความผิดแบงก์ชาติเจ๊งค่าบาท 5 แสนล้าน
ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์  (14/08/2550)



“สนธิ” ต้านร่าง พ.ร.บ.เงินตรา ฉบับเข้าวาระ สนช.พรุ่งนี้ ระบุเป็น กม.หมกเม็ด หวังปกปิดความผิดแบงก์ชาติ อนุญาตให้นำเงินจากบัญชีสำรองพิเศษไปรวมบัญชีสำรองเงินตรา เพื่อพิมพ์แบงก์เพิ่ม อุดผลขาดทุนจากเกมสู้ค่าเงิน 4-5 แสนล้านบาท ระบุหาก พ.ร.บ.ผ่านชาติเจ๊งแน่ ขณะคน ธปท.หนีความผิดได้อย่างลอยนวล
             
       นายสนธิ ลิ้มทองกุล กล่าวในรายการ"ยามเฝ้าแผ่นดิน" ออกอากาศทาง เอเอสทีวี วันที่ 14 ส.ค.ที่ กรณีที่รัฐบาลเสนอร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)เงินตรา (ฉบับที่...) พ.ศ. ... เข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ในวันพรุ่งนี้ (15ส.ค.) ว่า ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวซ่อนความลับที่เลวร้ายไว้หลายข้อ ซึ่ง สนช.บางคนที่ไม่รู้เรื่องการเงิน จะมองไม่เห็นการหมกเม็ดของธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) หากหลงไปเห็นชอบจะเป็นความผิดพลาดที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และตราบาปจะตกอยู่กับ สนช.ที่เห็นด้วยกับ พ.ร.บ.ที่จะทำให้ชาติไทยพินาศ ด้วยฝีมือของคนหัวสี่เหลี่ยมใน ธปท.
      
       นายสนธิ กล่าวต่อว่า เนื้อหาสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ คือการลบล้างความผิดของผู้บริหาร ธปท.ที่ทำให้ประเทศชาติเสียหายจากการเล่นค่าเงินบาท โดยการอนุญาตให้ ธปท.นำเงินจากบัญชีทุนสำรองพิเศษ หรือ เงินคลังหลวง มารวมกับบัญชีสำรองเงินตราได้ เพื่อให้สามารถพิมพ์ธนบัตรออกมาใช้ ลดยอดการขาดทุนของ ธปท.ได้
      
       ซึ่งผลเสียจะตามมาอย่างมหาศาล เพราะเงินในบัญชีสำรองพิเศษนั้น เปรียบเหมือนเงินในบ้านที่อาม้าอาก๋งเก็บสะสมใส่กำปั่นเอาไว้ใช้ยามฉุกเฉิน ซึ่งขณะนี้ ธปท.มีเงินในบัญชีนี้อยู่ประมาณ 756,000 ล้านบาท เป็นบัญชีที่ช่วยให้ค่าเงินบาทมีความมั่นคง เพราะเป็นบัญชีที่ช่วยค้ำประกันการพิมพ์ธนบัตรร่วมกับบัญชีสำรองเงินตรา เรียกว่าดับเบิลการันตี หากเอาไปรวมกับบัญชีสำรองเงินตราแล้ว ก็เหมือนเอาเงินในกำปั่นออกไปใช้ จะทำให้ประเทศไทยไม่เหลืออะไรอีกเลย
      
       นายสนธิ อธิบายว่า ธปท.นั้น มีส่วนที่ดูแลเงินที่หมุนเวียนในประเทศ เรียกว่าฝ่ายการธนาคาร และมีฝ่ายออกบัตรเพื่อพิมพ์ธบัตรแจกจ่ายให้ธนาคารพาณิชย์เอาไปใช้ และมีบัญชีสำรองเงินตราในการค้ำประกันการพิมพ์ธนบัตร ซึ่งขณะนี้ ธปท.มีบัญชีสำรองเงินตรามูลค่าประมาณ 8 แสนล้านบาท อยู่ในรูปเงินดอลลาร์ เงินตราต่างประเทศสกุลต่างๆ พันธบัตร ตราสารหนี้ เป็นมูลค่าค้ำประกันการพิมพ์ธนบัตรออกมาในมูลค่าที่เท่ากัน
      
       นอกจากนี้ ธปท. ยังมีอีกบัญชีเรียกว่า บัญชีทุนสำรองพิเศษ หรือ เงินคลังหลวง เงินตรงนี้สะสมเป็นสิบๆปี เพื่อว่าวันหนึ่ง บัญชีสำรองเงินตราที่ใช้ค้ำประกันการพิมพ์ธนบัตรมีปัญหา เช่น ค่าเงินตกต่ำ ก็นำเงินจากบัญชีนี้มาช่วยค้ำประกัน เป็นดับเบิลการันตี ซึ่งบางประเทศก็ไม่มี แต่ประเทศไทยมี และขณะนี้มีมูลค่าประมาณ 756,000 ล้านบาท
      
       เมื่อเรายังมีเงินอีกก้อนไว้ค้ำ เงินบาทของไทยจึงหนักแน่น สมัยนายธารินทร์ นิมมานเหมินท์ มาเป็น รมว.คลัง ในรัฐบาลประชาธิปัตย์ ต้องการจะแก้ปัญหาที่ ธปท.ขาดทุนจากวิกฤติค่าเงินบาทปี 2540 จำนวน 1.7 แสนล้านบาท ด้วยการรวมบัญชี เหมือนกับอาเงินจากกำปั่นไปรวมกับเงินในเก๊ะที่ใช้ประจำวัน ทำให้ถูกต่อต้านจากหลวงตามหาบัวและประชาชน จนรัฐบาลประชาธิปัตย์ไม่กล้าทำ และปล่อยให้อยู่ที่เดิม
      
       ต่อมา มีหนี้ที่เกิดจากการที่รัฐบาลไปค้ำประกันธนาคารซึ่งปิดกิจการไป เป็นจำนวนรวม 1.2 ล้านล้านบาท เพราะเอาทรัพย์สินไปประมูลขายให้ต่างชาติราคาถูกแค่ 20 % ส่วนต่างที่หายไป 80 % คือหนี้ที่ฝ่ายการธนาคาร ของ ธปท.รับไป จึงแก้ปัญหาโดยการออกพันธบัตรเอาเงินมาใช้หนี้ ทำให้ยอดหนี้เหลือ 6 แสนล้านบาท ยังไม่รวมกับหนี้ที่เกิดจากการขาดทุนจากการสู้ค่าเงินบาทในปี 2540 อีก 1.7 ล้านบาท
      
       มายุครัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ต้องการจะล้างหนี้ 1.7 แสนล้านบาทดังกล่าว จึงออกพระราชกำหนดอนุญาตให้รัฐบาลล้วงเงินจากบัญชีทุนสำรองพิเศษ มาใส่บัญชีของฝ่ายการธนาคารได้ โดยไม่มีใครคัดค้าน พรรคประชาธิปัตย์ก็งดออกเสียง เพราะตัวเองก็เคยจะทำเหมือนกัน
      
       ต่อมาในช่วงก่อนการยึดอำนาจวันที่ 19 ก.ย. 2549 ธปท.ยุคที่มี ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล เป็นผู้ว่าการฯ ก็เอาเงินบาทไปซื้อดอลลาร์มาเก็บ จนกระทั่งสิ้นปี 49 จึงยอมรับว่า ขาดทุนไปอีก 1.7 แสนล้าน หลังจากนั้นปี 50 จาก ม.ค. ถึง ก.ค. คาดว่าจะขาดอีก 2-3 แสนล้านบาท รวมของเก่าน่าจะขาดทุนประมาณ 4-5 แสนล้านบาท
      
       เพราะฉะนั้น การที่ออกพันธบัตร 1.2 ล้านล้านบาท เพื่อซื้อดอลลาร์เก็บเมื่อปีที่แล้ว ถ้าขายดอลลาร์ออกไปตอนนี้ ก็จะขาดทุน 4-5 แสนล้านบาทดังกล่าว จึงหาทางออก เพื่อไม่ให้ผู้บริหารแบงก์ชาติมีความผิด ด้วยการออกกฎหมาย เพื่ออนุญาตให้เอาเงินจากบัญชีสำรองพิเศษ มารวมกับบัญชีสำรองเงินตรา เป็นกองเดียวกัน จะได้พิมพ์ธนบัตรเพิ่มได้ แต่วัตถุประสงค์ที่ซ่อนอยู่คือเพื่อล้างความผิดให้กับตัวเอง
      
       “แต่ประเด็นที่สำคัญคือ เมื่อก่อนถ้าเราพัง เรายังมีเงินในกำปั่นอยู่ แต่ถ้าพังอีก ตอนนี้ กางเกงในเราก็ไม่เหลือ คนแบงก์ชาติทำผิดแล้วผิดอีก ไม่เคยโดนลงโทษ พอผลจากความผิดครั้งนี้ นายสนธิออกมาพูดมา ก็ตกอกตกใจ รีบปิดกันใหญ่ จะออก พ.ร.บ.เพื่อล้างความผิดตัวเอง เอาแบงก์ชาติไม่ให้ผิด แต่อนาคตชาติเป็นอย่างไรช่างมัน”นายสนธิ กล่าว
      
       นายสนธิ กล่าวต่อว่า การออก พ.ร.บ.นี้ ตนไม่ไว้ใจแบงก์ชาติ เพราะแบงก์ชาติทำประเทศเสียหายมาหลายครั้ง ถ้าแบงก์ชาติไม่ผิด แล้วจะออก พ.ร.บ.มาขโมยเงินในกำปั่นไปทำไม เงินในกำปั่น ต้องอยู่ที่เดิม แต่เนื้อหาของ พ.ร.บ.นี้ อยู่ที่การอนุญาตให้คนพวกนี้ ทำความฉิบหายให้กับประเทศได้ เอาเงินไปเล่นการพนันค่าเงินต่อได้
      
       “ผลการขาดทุนที่มีอยู่ ทำให้พวกเขาต้องดิ้นรนหาทางออก เอาเงินคลังหลวงไปอุดผลขาดทุนจากการสู้ค่าเงิน ถ้า สนช.มีความรักชาติต้องไม่ให้ผ่าน เพราะคนที่ทำให้ชาติเสียหายคือแบงก์ชาติ เป็นหลายแสนล้านบาท โจรปล้นร้านทองเป็นเรื่องกระจอก แต่โจรที่จบจากนอกนั้นร้ายกว่ามากหลายเท่า”
      
       นายสนธิ กล่าวต่อว่า แบงก์ชาติ ใช้เงินไปเล่นการพนันแทรกแซงค่าเงินบาทโดยทำแบบโง่ ๆ และอวดดี เห็นใครเล่นค่าเงิน ก็ไปสู้เขา จนพวกนักเล่นค่าเงินในต่างประเทศเขารู้ว่า ถ้าจะเล่นค่าเงินต้องมาเล่นที่ประเทศไทย เพราะเล่นเมื่อไหร่แบงก์ชาติจะสู้ ซึ่งก็เข้าทางเขาทันที
      
       อย่างไรก็ตาม วันนี้ เวรกรรมที่อเมริกาทำไว้ เริ่มเป็นผล หนี้ต่างๆ เริ่มมีปัญหา ต้องใส่เงินเข้าไปในแบงก์ชาติมากขึ้น ตลาดหุ้นได้รับผลกระทบทั่วโลก ค่าเงินบาท เริ่มอ่อนลงบ้าง แต่โชคร้ายที่เรามีรัฐมนตรีคลังที่มาจากนักวิชาการและไม่กล้าตัดสินใจ จนได้ฉายาเต้าหู้ยี้ ขณะนี่อีกพวกก็มาจากธนาคารพาณิชย์ ที่มีแต่ความโลภ เงินบาที่แข็งอยู่ในขณะนี้ก็เพราะธนาคารพาณิชย์
      
       นายสนธิ กล่าวต่อว่า วันนี้ ค่าเงินบาทอยู่ที่ประมาณ 34 บาทต่อดอลลาร์ ถึงเวลาหรือยังที่จะกำหนดค่าเงินบาทที่ 35.50 บาทต่อดอลลาร์ แล้วปิดตลาดออฟชอร์ ใครมีเงินบาทในต่างประเทศต้องเอามาแลกภายใน 7 วัน ค่าเงินบาทก็จะอ่อนถึง 36 บาทต่อดอลลาร์ แล้วเราก็กำหนดไว้ที่ 35.50 เป็นเวลา 6 เดือนจึงค่อยมาทบทวนใหม่
      
       ทั้งนี้ นายสนธิ กล่าวว่า การปล่อยค่าเงินบาทลอยตัวเพื่อความเป็นสากล เหมือนกับการเปิดประตูบ้าน หน้าต่าง แต่พอพายุมา เราจะเปิดรับพายุฝนอยู่หรือ เราต้องปิดประตู เพราะความผันผวนในตลาดเงินโลกมีตลอดเวลา เราไม่ได้เก่งเหมือนเขา และที่จริงเราตัวเล็กมาก ต้องอย่าให้เขามายุ่ง ถ้าเขาอยากได้เงินบาท ก็ให้มาเคาะประตู แล้วเราจะเอาออกไปให้
      
       “ปรัชญาแบบนี้ คนแบงก์ชาติคิดเป็นไหม อย่าเอาแต่ความคิดตะวันตก ที่สอนให้คิดแบบเขา เพื่อให้เราฉิบหายแบบเขา เราควรเอาพวกเราให้รอดก่อน การปิดตลาดเงินบาทนอกประเทศเสียหายตรงไหน ต่างประเทศจะซื้อสินค้าของเราก็ซื้อเป็นดอลลาร์ เวลาเราจะซื้อของจากต่างประเทศ ก็เอาเงินบาทไปแลกเป็นดอลลาร์ซื้อ เราอย่าท่องแต่คำว่า เสรี หรือ กลไกตลาด ตามที่ฝรั่งมันโกหก มันสอนให้เราทำตามกลไกตลาด แต่พอมันจะเจ๊ง มันไม่ทำตามกลไกตลาด เห็นไหมว่าแบงก์ชาติมันก็ใส่เงินเข้าไปแล้ว”นายสนธิ กล่าว



(http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9500000095522)

ข้อมูลและเนื้อหาที่ปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ผู้ที่สนใจสามารถนำไปเผยแพร่ต่อ โดยโปรดแจ้งให้ทางทีมงานได้รับทราบที่ ติดต่อ Webmaster

0 queries executed