|
พ.ร.บ.ค้าปลีกในมือกฤษฎีกา |
ที่มา : หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ (23/08/2550)
กระทรวงพาณิชย์ยกร่าง พ.ร.บ.ธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง พ.ศ.... ตั้งแต่ปี 2542 ต่อมาในปี 2544 ที่มีการเสนอร่างแรกของ พ.ร.บ.เข้าที่ประชุมครม. สมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ก็ต้องม้วนเสื่อกลับเมื่อ ครม.ทักษิณกลับเลือกที่จะใช้ พ.ร.บ.ผังเมืองมาดูแลปัญหาค้าปลีกค้าส่งฯ
จนในที่สุดเมื่อปี 2549 กระทรวงพาณิชย์ต้องนำ พ.ร.บ.ค้าปลีกค้าส่งฯกลับมาปัดฝุ่นอีกครั้ง เพราะสถานการณ์การขยายสาขาธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่รุนแรง จนเป็นประเด็นร้อนไปทุกมุมเมือง
ขณะนี้ พ.ร.บ.ฉบับนี้อยู่ในการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา คาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในเดือนกันยายนนี้ ก่อนจะส่งกลับให้ ครม. เพื่อพิจารณาอีกครั้งว่าจะนำความเห็นของกฤษฎีกา ไปแก้ไขในร่างกฎหมายหรือไม่ และเข้าสู่ขั้นสุดท้ายของการยกร่างคือ เสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณา ก่อนจะประกาศในราชกิจจานุเบกษา และมีผลบังคับใช้
สำหรับสาระสำคัญที่กฤษฎีกาเสนอให้ปรับหลักๆ คือ การจำกัดอำนาจคณะกรรมการกำกับดูแลธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง (กกค.) ให้อยู่ในขอบเขตดูแลปัญหาค้าปลีกค้าส่งใน 3 แนวทาง คือ
1) การดูแลไม่ให้ค้าปลีกขนาดใหญ่มากๆ เช่น ค้าปลีกที่มีพื้นที่ 1,000 ตร.ม.ขึ้นไป ขยายตัวหรือมีเวลาปิดเปิดจนสร้างผลกระทบต่อค้าปลีกขนาดเล็ก
2) การดูแลค้าปลีกขนาดเล็กที่เป็น ตัวปลอม เช่น กรณีที่ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่เข้ามาทำธุรกิจขนาดเล็กในรูปแบบ เอ็กซ์เพรส
3) การดูแลการขยายตัว ของธุรกิจแฟรนไชส์ค้าปลีกที่เกิดจากการดำเนินการของบริษัทขนาดใหญ่ แต่อาจ ต้องยกเว้น สำหรับแฟรนไชส์ที่เกิดจากการปรับตัวของโชห่วย เช่น เจ้าของกิจการร้านโชห่วยซื้อแฟรนไชส์มาดำเนินการ แต่อย่างไรก็ตามมีการตั้งข้อสังเกตว่า การยกเว้นสำหรับแฟรนไชส์ที่เกิดจากการปรับตัวของโชห่วย เป็นสิ่งที่พิสูจน์ยาก และเป็นการเลือกปฏิบัติหรือไม่ นอกจากนี้กฤษฎีกาเห็นควรให้ยกเลิกคณะกรรมการสรรหาในการแต่งตั้ง กกค. เพื่อลดขั้นตอนในการดำเนินการที่จะล่าช้าจนส่งผลกระทบต่อการแก้ปัญหา ส่วนมาตรการพัฒนาโชห่วยก็ได้ปรับปรุงให้มีความชัดเจนขึ้น โดยเน้นให้แก้ปัญหาที่โชห่วยมีอยู่ เช่น เงินทุน องค์ความรู้การบริหารจัดการ
|