|
บิ๊กบจ.ล็อบบี้คว่ำ พ.ร.บ.ตลาดทุน ตลท.เปิดทางให้แก้ก่อนเข้า ครม. |
ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์ (17/09/2550)
"ภัทรียา"
พร้อมถกตัวแทนสมาค มบจ. หารือเรื่องขอแก้ไขบางเรื่องในร่าง พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฉบับใหม่
ระบุขณะนี้อยู่ระหว่างรอกระทรวงการคลัง เสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติก่อนส่งต้องให้สมาชิกสนช. พิจารณาต่อไป
หวังประกาศใช้ได้ภายในรัฐบาลนี้
ขณะที่มีข่าวผู้บริหาร บจ. ต่อสายเล็งล็อบบี้คว่ำร่าง พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฉบับนี้
ห่วงกระทบการทำงาน ด้านสมาคมบจ. ยอมรับเล็งขอเสนอแก้ไขเพิ่มเติม
หลังก่อนหน้านี้มีการเสนอก.ล.ต.มาแล้ว 1 ครั้ง
ย้ำชัดหากใครผิดต้องลงโทษแต่ต้องเขียนให้ชัดเจนทุกกรณี
นางภัทรียา เบญจพลชัย
กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
ในฐานะสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวถึง
การแก้ไขพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535
ที่อยู่ระหว่างการเสนอแก้ไข ว่า
ขณะที่ร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว อยู่ที่กระทรวงการคลังก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา
ซึ่งหากคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ จะต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
(สนช.) อีกครั้ง
ทั้งนี้
สมาคมบริษัทจดทะเบียนซึ่งเป็นหน่วยหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว เนื่องจากมีการแก้ไขในส่วนที่ผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน จะต้องรับโทษทั้งการปรับและจำคุกเพิ่มเติมจากพ.ร.บ.ฉบับเก่า
โดยปัจจุบันยังมีความเข้าใจที่ไม่ตรงกันในหลายเรื่อง หากไม่มีการชี้แจงและหารือให้มีความเข้าใจที่ตรงกัน อาจจะทำให้เกิดปัญหาขึ้นได้ภายหลัง
สำหรับข้อเสนอของสมาคมบริษัทจดทะเบียน ที่อยากให้มีการแก้ไขรายละเอียดในบางเรื่องนั้น
ตลาดหลักทรัพย์ฯจะเชิญตัวแทนสมาคมบริษัทจดทะเบียน เข้าหารือเพื่อทำความเข้าใจที่ตรงกัน
และพร้อมที่จะรับฟังข้อเสนอที่อยากจะให้มีการแก้ไข
ปรับปรุงเพื่อดำเนินการต่อไป
"การออกพ.ร.บ.ฉบับนี้น่าจะสามารถประกาศใช้ได้ทันรัฐบาลชุดนี้
เพราะที่ผ่านมาเรื่องดังกล่าวดำเนินการมานานมากแล้ว
และถ้าหากไม่ได้ทันในรัฐบาลนี้ หลายเรื่องที่ต้องกลับมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง
ส่วนเรื่องที่สมาชิกสนช.ให้กลุ่มสนช.ที่มีความรู้
ความเข้าใจในเรื่องนั้นๆหารือในเรื่องดังกล่าวเพื่อตอบข้อสงสัย
ตนเองก็พร้อมที่จะเชิญทุกฝ่ายมาให้ข้อมูล
รวมทั้งเรื่องที่อยากให้มีการแก้ไขเพิ่มเติม" นางภัทรียากล่าว
นายชนินท์ ว่องกุศลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู
จำกัด (มหาชน) หรือ BANPU ในฐานะอุปนายกสมาคมบริษัทจดทะเบียน กล่าวถึง
ข้อเสนอของสมาคมบริษัทจดทะเบียน หลังจากได้สำรวจความคิดเห็นของผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน เกี่ยวกับการกำหนดบทลงโทษผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน
ว่า
หลังการเสนอความเห็น ข้อสรุปของสมาชิกสมาคมบจ. ไปยังสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
(ก.ล.ต.) แล้ว
ในตอนนี้อาจจะมีการปรับปรุงหรือขอให้มีการแก้ไขในบางเรื่องเพิ่มเติม
ทั้งนี้ การลงโทษผู้บริหารที่มีความผิดก็ถือว่าเป็นเรื่องจำเป็น
แต่ต้องมีความชัดเจนถึงกระบวนการและบทลงโทษ เพื่อให้ผู้บริหารมีความเข้าใจ
อย่างชัดเจนในทุกกรณีเพราะหากไม่เข้าใจ อาจจะส่งผลกระทบจนไม่มีใครกล้ามาเป็นผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน
"เราอาจจะมีการเสนอขอเพิ่มเติมเรื่องที่เกี่ยวข้องบ้าง
แต่คงไม่ถึงขนาดไม่ให้มีการกำหนดโทษของผู้บริหาร เพราะถ้ามีการทำผิดก็ควรจะต้องได้รับโทษ"
นายชนินท์ กล่าว
แหล่งข่าวผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน กล่าวว่า
มีการเคลื่อนไหวในสมาคมบจ. เนื่องจากผู้บริหารบริษัทหลายแห่ง ค่อนข้างมีความกังวลต่อการลงนามในสัญญาธุรกิจของบริษัท รวมถึงข้อผูกมัดที่อาจจะส่งผลทำให้ต้องได้รับโทษทางอาญา ตามร่างพ.ร.บ.ฉบับใหม่ที่ระบุไว้
โดยมีกระแสข่าวว่าตัวแทนผู้บริหารได้หารือในระดับสมาคม เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องที่อยู่ในตลาดทุนล้มร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว ในขั้นตอนของการพิจารณาของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
ทั้งนี้
หลังจากกระแสข่าวว่าผู้บริหารหลายอย่าง ค่อนข้างไม่พอใจกับการแก้ไขร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว
เนื่องจากผลเสนอที่สมาคมบริษัทจดทะเบียน ได้เสนอให้คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
(ก.ล.ต.)
ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการเสนอแก้ไขพ.ร.บ.ดังกล่าว ให้มีการแก้ไขในเรื่องที่สมาชิกสมาคมกังวลกลับไม่ได้รับความสนใจที่จะแก้ไข
อย่างไรก็ตาม
มีการประสานงานเข้ามาที่สมาคมบจ.ทั้งจากก.ล.ต.และตลท. เพื่อเชิญตัวแทนของสมาคมบจ. เข้าร่วมหารือเพื่อหาทางออกในเรื่องดังกล่าว
เพราะหากสุดท้ายไม่ได้ทำความเข้าใจที่ตรงกัน แล้วทำให้ไม่สามารถผ่านมติของสมาชิกสนช.ได้
ก็จะทำให้หน่วยงานที่เสนอแก้ไขต้องเสียเวลาไปโดยปริยาย
อนึ่ง ร่างแก้ไข พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535
ที่ได้มีการเสนอแก้ไขนอกจากจะมีการเสนอบทลงโทษ ผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนที่แตกต่างจากพ.ร.บ.ปัจจุบัน แล้วยังมีการแก้ไขในอีกหลายเรื่อง
เช่น
การปรับโครงสร้างคณะกรรมการก.ล.ต. จากเดิมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธาน
ก.ล.ต. โดยตำแหน่งเปลี่ยนเป็นประธานและเลขาธิการ ก.ล.ต.
จะต้องมาจากการแต่งตั้งจากคณะกรรมการสรรหา
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องวาระการดำรงตำแหน่งของประธานและเลขาธิการ
ก.ล.ต. จากเดิมที่ประธานและเลขาธิการมีวาระ 4 ปี เปลี่ยนเป็นประธานมีวาระ
3 ปี และเมื่อครบวาระ ก็สามารถดำรงตำแหน่งได้อีก 1 สมัย
ส่วนเลขาธิการมีวาระ 5 ปี และสามารถดำรงตำแหน่งได้อีก 1 สมัยเช่นกัน
ซึ่งในเรื่องดังกล่าวมีหลายฝ่านกังวลว่าการทำงานจะนานกว่าที่ควรจะเป็นหรือไม่
เป็นต้น
|