|
'พาณิชย์' จนปัญญาคุมค้าปลีก |
|
ที่มา: หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ 17 ธันวาคม 2550
ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า หาก
พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง พ.ศ....
ที่อยู่ระหว่างพิจารณาของคณะกรรมาธิการพิจารณาร่าง
มีผลบังคับใช้ไม่ทันในรัฐบาลชุดนี้
จะทำให้รัฐบาลไม่มีเครื่องมือกำกับดูแลการประกอบธุรกิจของค้าปลีกค้าส่งรายใหญ่
โดยเฉพาะการขยายสาขาอย่างรวดเร็ว เข้าไปสู่พื้นที่ระดับตำบล
หรือชุมชนเล็กๆ ซึ่งจะกระทบร้านค้าปลีกดั้งเดิม (โชห่วย)
เพราะไม่สามารถแข่งขันได้
ส่วนกฎหมายผังเมืองที่มีอยู่เป็นการควบคุมการก่อสร้างอาคาร
ไม่ได้จัดระเบียบการทำธุรกิจ
หากค้าปลีกรายใหญ่จะขยายสาขาโดยไม่ก่อสร้างอาคารใหม่
แต่ใช้อาคารเดิมก็ทำได้ เท่ากับกฎหมายนี้ไม่มีผลต่อการขยายสาขา
แม้ในด้านพฤติกรรมผู้ประกอบการ
กรมการค้าภายในจะสามารถกำกับดูแล โดยใช้แนวทางการประกอบธุรกิจอย่างเป็นธรรม ระหว่างผู้ประกอบการค้าปลีกค้าส่งและผู้ผลิต (ซัพพลายเออร์) หรือไกด์ไลน์ค้าปลีกได้ก็ตาม
นายยรรยง พวงราช อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า
คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง นัดประชุมวันที่ 18 ธ.ค.นี้
แต่ประชุมครั้งเดียวคงพิจารณาไม่เสร็จ เพราะมีอีกหลายประเด็น แต่
หากพิจารณาเสร็จจะเรียกผู้ขอแปรญัตติ 7 รายมาอีกครั้ง
หากไม่มีอะไรแก้ไขจะบรรจุเข้าสู่การ พิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
(สนช.) วาระ 2-3 ได้หลังวันที่ 23 ธ.ค.นี้ แต่ สนช.บอกว่าหลัง เดือน
ธ.ค.จะไม่พิจารณากฎหมายอะไรอีกแล้ว ทั้งนี้ วันที่ 18 ธ.ค.
จะพิจารณาประเด็นธุรกิจที่ไม่ ต้องขออนุญาต ซึ่งกรมการค้าภายในเพิ่มเป็น
20 ธุรกิจ จากเดิม 7 ธุรกิจ เช่น ร้านขายยา น้ำมันเชื้อเพลิง
หนังสือ/หนังสือพิมพ์ ของที่ระลึก อัญมณี และเครื่องประดับ
อาหารปรุงสำเร็จ สินค้าชุมชน เป็นต้น ส่วนธุรกิจที่ต้องขออนุญาต
ต้องมีพื้นที่ตั้งแต่ 2,000 ตารางเมตร มียอดขายรวมทุกสาขาเกิน 2,000
ล้านบาท โดยธุรกิจ 4 ประเภทต้องปฏิบัติตามได้แก่ 1. ไฮเปอร์มาร์เก็ต
ซุปเปอร์เซ็นเตอร์ ดิสเคาน์สโตร์ 2. ซุปเปอร์มาร์เก็ต 3.
ดิสเคาน์คอน-วีเนี่ยนสโตร์หรือเอ็กซ์เพรส 4. ร้านสะดวกซื้อ
|