หน้าหลัก arrow ข่าวสื่อมวลชน arrow กระบวนการตรวจสอบสถาบันการเงิน จากอดีตถึงปัจจุบัน
หน้าหลัก
กฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง
ข่าวสื่อมวลชน
บทความ
ดาวน์โหลด
เกี่ยวกับโครงการ
เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง
Search
กระบวนการตรวจสอบสถาบันการเงิน จากอดีตถึงปัจจุบัน
ที่มา: หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ 23/06/2551




        นับตั้งแต่ประเทศไทยมีธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้ เข้ามาเปิดดำเนินกิจการสาขาเป็นแห่งแรกเมื่อปี 2431 แต่ต้องใช้เวลาเกือบ 70 ปีก่อนที่ระบบตรวจสอบสถาบันการเงินจะก้าวเข้าสู่มาตรฐานสากล เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้มีการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กรครั้งสำคัญในปี 2499 โดยได้จัดตั้งสำนักงานตรวจธนาคารพาณิชย์ขึ้น เพื่อตรวจสอบการปฏิบัติงานของธนาคารพาณิชย์ จากนั้นกระบวนการกำกับตรวจสอบ ได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้สอดรับกับโครงสร้างระบบสถาบันการเงิน และให้มีมาตรฐานการกำกับดูแลสถาบันการเงินที่คล่องตัว และรัดกุมตามมาตรฐานสากล

        ในช่วงเริ่มแรก กระบวนการกำกับตรวจสอบมุ่งเน้นให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติตามกฎระเบียบ โดยยึดหลักสากลมีชื่อว่า คาเมล (CAMEL) ประกอบด้วยปัจจัย 5 ประการ ได้แก่ 1. การดูแลให้มีระดับเงินกองทุนที่มั่นคง (Capital) 2. การมีสินทรัพย์ที่มีคุณภาพสูง (Asset Quality) 3. การบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ (Management) 4. การมีรายได้ที่ยั่งยืน (Earning) และ 5. การดูแลให้มีระดับสินทรัพย์สภาพคล่องที่เพียงพอ (Liquidity)

        ทั้งนี้ ในช่วงเวลาดังกล่าว ระบบการตรวจสอบบัญชีและการตรวจสอบภายในของธนาคารพาณิชย์ ล้วนแล้วแต่ยังอยู่ในช่วงการพัฒนาให้เข้าสู่มาตรฐานสากล ทำให้ ธปท.ใช้ลักษณะสุ่มตรวจในเรื่องการบันทึกบัญชีและกระทบยอดบัญชีต่างๆ การเรียกดูแฟ้มลูกหนี้รายตัว และการปฏิบัติตามกฎหมาย โดยที่พนักงาน ธปท. หรือที่เรียกกันว่า ผู้ตรวจการ จะเข้าตรวจสอบสำนักงานใหญ่ หรือสาขาของธนาคารพาณิชย์โดยไม่แจ้งให้ทราบล่วงหน้า ในบางกรณีผู้ตรวจการ จะเข้าไปตรวจสอบสาขาของธนาคารพาณิชย์ก่อนเวลาเปิดทำการ เพื่อตรวจนับเงินสด ถือว่า "ผู้ตรวจการ" ได้ทำหน้าที่ทั้งเป็นผู้กำกับ ผู้ตรวจสอบภายใน และผู้สอบบัญชีในบุคคลคนเดียวกัน

        หลังจากเกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินหลายครั้ง ทั้งจากปัญหาบริษัทเงินทุนและธนาคารพาณิชย์ในช่วงปี 2526 ถึงปี 2530 จนถึงวิกฤตการณ์ครั้งล่าสุดในปี 2540 เมื่อมีการปิดกิจการของบริษัทเงินทุน 56 แห่ง รวมทั้ง การปิดกิจการของธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ และธนาคารมหานคร เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นเป็นแรงขับเคลื่อนให้ธนาคารแห่งประเทศไทย มีการปรับเปลี่ยนกระบวนการกำกับตรวจสอบครั้งใหญ่ในปี 2544 ที่ต้องการส่งเสริมให้สถาบันการเงินมีส่วนร่วม

        รวมทั้งให้ความสำคัญต่อกระบวนการกำกับดูแลกิจการที่ดี โดยเฉพาะบทบาทและหน้าที่ของกรรมการ และฝ่ายบริหารต่อการพัฒนาระบบบริหารความเสี่ยง โดยเล็งเห็นว่า หากสถาบันการเงินมีกระบวนการจัดการบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิผลแล้ว ก็ย่อมจะมีเกราะป้องกันตนเองที่แข็งแกร่ง เสมือนกับเป็นภูมิคุ้มกัน โดยไม่จำเป็นต้องมีผู้กำกับตรวจสอบที่ทำหน้าที่เสมือนแพทย์ออกใบสั่งยารักษาโรคให้ตลอดเวลา การกำกับตรวจสอบของธปท.ในปัจจุบัน จึงมุ่งเน้นตรวจสอบกระบวนการบริหารความเสี่ยงของสถาบันการเงิน หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า การตรวจสอบแบบความเสี่ยง (Risk Based Supervision) ซึ่งจะเน้นการตรวจสอบความเสี่ยงหลักของสถาบันการเงิน 5 ด้าน คือ ด้านกลยุทธ์ ด้านเครดิต ด้านตลาด ด้านสภาพคล่อง และด้านปฏิบัติการ

        ความเสี่ยงทั้ง 5 ด้านตามที่กล่าวมา จะเห็นได้ชัดในช่วงที่สถาบันการเงินต้องเผชิญยุคที่เรียกว่าฟองสบู่แตก ในช่วงนั้น สถาบันการเงินต่างเร่งขยายสินเชื่อ โดยเฉพาะสินเชื่อภาคอสังหาริมทรัพย์ ในขณะที่สถาบันการเงินส่วนหนึ่งกู้ยืมเงินจากต่างประเทศ นับเป็นจุดเริ่มต้นของความเสี่ยงด้านกลยุทธ์ ที่สถาบันการเงินเหล่านั้นตั้งเป้าขยายสินเชื่อ ที่มีความเปราะบางสูงต่อภาวะเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ในเวลานั้น ในเวลาเดียวกันกระบวนการพิจารณาสินเชื่อไม่รัดกุมเพียงพอ โดยพิจารณาอนุมัติตามมูลค่าหลักประกันเป็นหลัก แทนที่จะพิจารณาถึงศักยภาพของลูกหนี้ในการชำระหนี้ ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงด้านเครดิต ลูกหนี้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามเงื่อนไข ทำให้ขาดรายได้จากดอกเบี้ย หรือสูญเสียเงินต้นบางส่วนหรือทั้งหมด ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการหารายได้ ตลอดจนความเพียงพอของเงินกองทุน

        นอกจากนั้น การกู้ยืมเงินจากต่างประเทศ ทำให้เกิดความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน และส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยไทยและต่างประเทศ มีผลให้เกิดความเสี่ยงด้านตลาด อีกทั้งกระบวนการตรวจสอบภายในไม่เข้มแข็งเพียงพอ ก่อให้เกิดความผิดพลาดในการปฏิบัติงาน ไม่เป็นไปตามกฎระเบียบที่กำหนด เป็นความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ ด้วยมูลเหตุของความเสี่ยงทั้ง 4 ด้านดังกล่าว ทำให้ผู้ฝากเงินขาดความเชื่อมั่นต่อฐานะ และการดำเนินงานของสถาบันการเงินเหล่านั้น พากันถอนเงินฝาก จนทำให้เกิดปัญหาความเสี่ยงด้านสภาพคล่องในท้ายที่สุด

        จากบทสรุปข้างต้น จะเห็นได้ว่า ความเสี่ยงทั้ง 5 ด้านมีความสำคัญต่อเสถียรภาพความมั่นคงของสถาบันการเงิน ธปท.จึงมุ่งเน้นตรวจสอบกระบวนการบริหารความเสี่ยงของสถาบันการเงิน โดยประเมินจากทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ พิจารณาจากระดับความเสี่ยงของสถาบันการเงิน ตลอดจนความสามารถของกรรมการและฝ่ายบริหารในการระบุ ประเมิน ติดตาม และควบคุมความเสี่ยงเหล่านั้น

        ธปท.ได้พัฒนากระบวนการกำกับตรวจสอบสถาบันการเงินอย่างต่อเนื่องมากว่า 50 ปี และยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่องต่อไป การขยายขอบเขตการกำกับตรวจสอบ ไปสู่การกำกับแบบรวมกลุ่มธุรกิจทางการเงิน การปฏิบัติตามหลักเกณฑ์บาเซิล 2 รวมทั้งสนับสนุนให้สถาบันการเงินพัฒนาระบบ และจัดทำการทดสอบภาวะวิกฤติ (stress test) ล้วนแล้วแต่เป็นส่วนหนึ่งของการปรับปรุงกระบวนการตรวจสอบในปัจจุบัน

        แต่สิ่งที่จะต้องตระหนักเป็นพื้นฐานที่สำคัญ คือ การมีส่วนร่วมระหว่างกรรมการและผู้บริหารสถาบันการเงิน และผู้กำกับตรวจสอบในการควบคุมดูแลการดำเนินธุรกิจ และการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของทางการ รวมทั้งส่งเสริมให้สถาบันการเงินบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลที่ดี ตลอดจนผลักดันให้สถาบันการเงิน มีระบบการบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ โดยผ่านกลไกกระบวนการตรวจสอบของ ธปท.ที่จะมุ่งเน้นตรวจสอบความเสี่ยงสำคัญ ที่มีผลกระทบต่อฐานะและการดำเนินงานของสถาบันการเงิน อันจะเป็นการรักษาเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงิน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับสาธารณชนสืบต่อไป


ข้อมูลและเนื้อหาที่ปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ผู้ที่สนใจสามารถนำไปเผยแพร่ต่อ โดยโปรดแจ้งให้ทางทีมงานได้รับทราบที่ ติดต่อ Webmaster

0 queries executed