|
ขึ้นค่าด่วน ทั้งโครงข่ายเกิน 10 บาทได้ |
|
ที่มา: หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ 30/06/2551
นายมณเฑียร
กุลธำรง รองผู้ว่าการฝ่ายกฎหมายและกรรมสิทธิ์ที่ดิน การทางพิเศษแห่งประเทศ
ไทย (กทพ.) เปิดเผยว่า
ตามที่การทางพิเศษฯได้ทำหนังสือหารือสำนักงานอัยการสูงสุด
เรื่องเงื่อนไขสัญญาสัมปทาน เกี่ยวกับการปรับอัตราค่าผ่านทางระบบทางด่วน
ซึ่งกำหนดให้ปรับอัตราค่าผ่านทางรถยนต์ทุกประเภท
จะปรับขึ้นได้ทั้งโครงข่ายในเมือง นอกเมือง ครั้งละไม่เกิน 10 บาท กล่าวคือ ถ้าโครงข่ายในเมืองปรับขึ้น 10 บาท โครงข่ายนอกเมืองก็ไม่สามารถปรับขึ้นได้อีก โดยกำหนดระยะเวลาในช่วง 15 ปีแรก ตามสัญญาสัมปทาน ส่วน 15 ปีหลังไม่ได้กำหนดไว้ ดังนั้น การทางพิเศษฯจึงได้ หารือเพื่อความชัดเจนกรณีการปรับอัตราค่าผ่านทางในช่วง 15
ปีหลังจะดำเนินการอย่างไร
ซึ่งสำนักงานอัยการสูงสุดได้ส่งหนังสือตอบกลับมาให้การทางพิเศษฯแล้ว
โดยให้ความเห็นว่า การปรับอัตราค่าผ่านทางให้ปรับได้ตามดัชนีราคาผู้บริโภค
โดยไม่มีเพดาน กล่าวคือ ในช่วง 15 ปีหลังการทางพิเศษฯ สามารถปรับอัตราค่าผ่านทางทั้งระบบโครงข่ายในเมือง และนอกเมืองเกิน 10
บาทได้ ทั้งนี้ ภายในเงื่อนไขตามสัญญาสัมปทานต้องปรับเป็นจำนวนเต็ม
ถ้ามีเศษต้องปัดเศษลง เช่น ราคาค่าผ่านทางปัจจุบันคูณด้วยดัชนีราคาผู้บริโภค ได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นเศษ
เช่น 48 หรือ 49 จะปรับได้จริงเท่ากับ 45 บาทเท่านั้น
นายมณเฑียรกล่าวว่า
การทางพิเศษฯได้รายงาน ผลหารือต่อที่ประชุมบอร์ดบริหารชุดใหม่
ที่มีนายวินัย วิทวัสการเวช กรรมการซึ่งเป็นผู้แทนกระทรวงการคลัง
เป็นประธานพิจารณาแล้ว และจะเสนอที่ประชุมบอร์ดการทางพิเศษฯ
ที่มีนายสุรชัย ธารสิทธิ์พงษ์ เป็นประธาน วันที่ 30 มิ.ย.นี้ ทั้งนี้ ทางด้านบริษัท ทางด่วนกรุงเทพ จำกัด หรือบีอีซีแอล ผู้รับสัมปทานระบบทางด่วนขั้นที่ 2
ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ทำหนังสือขอเจรจาเรื่องปรับอัตราค่าผ่านทาง
ขณะนี้การทางพิเศษฯยังไม่ได้มีการนัดหมายกับบริษัท บีอีซีแอล
เพื่อเจรจาเรื่องนี้แต่อย่างใด
เพราะอยู่ระหว่างการหารือกับสำนักงานอัยการสูงสุด
ภายหลังจากเสนอที่ประชุมบอร์ดเห็นชอบแล้ว ได้ข้อยุติอย่างไร การทางพิเศษฯจึงจะเริ่มนัดหมายประชุมกับบริษัท บีอีซีแอล ต่อไป
|