รายงานเฝ้าระวังกฎระเบียบของรัฐ (Regulatory Watch) ฉบับที่ 22
เรื่อง "จับตาหลักเกณฑ์ออกใบอนุญาต 3G ของ กทช."
โดย สุเมธ องกิตติกุล
วันที่ 05 กุมภาพันธ์ 2552
เกริ่นนำ
ในวันที่ 5 กุมภาพันธ์นี้ คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) จะพิจารณาตัดสินหลักเกณฑ์ ในการออกใบอนุญาตใช้คลื่นความถี่โทรศัพท์เคลื่อนที่ 3 G บทความนี้จะต้องการนำเสนอข้อมูลต่อสาธารณะว่า หลักเกณฑ์ที่จะกำหนดขึ้นดังกล่าวจะมีความสำคัญอย่างไร เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในปัจจุบัน และประชาชนอย่างไร และมีประเด็นอะไรซึ่งน่าเป็นห่วง ซึ่งสาธารณชนควรจับตามอง
รายงานเฝ้าระวังกฎระเบียบของรัฐ (Regulatory Watch) ฉบับที่ 21
เรื่อง "แนวทางการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทที่เกี่ยวข้องกับสัมปทานทางด่วน"
โดย สุเมธ องกิตติกุล
วันที่ 01 ธันวาคม 2551
เกริ่นนำ
ทางพิเศษ หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “ทางด่วน” ในกรุงเทพมหานคร ดำเนินการโดยการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ในปัจจุบันมี 7 เส้นทาง ได้แก่ ทางพิเศษเฉลิมมหานคร (ทางด่วนขั้นที่ 1) ทางพิเศษศรีรัช (ทางด่วนขั้นที่ 2) ทางพิเศษฉลองรัช (รามอินทรา-อาจณรงค์) ทางพิเศษบูรพาวิถี (ทางด่วนสายบางนา-ชลบุรี) ทางพิเศษอุดรรัถยา (ทางด่วนสายบางปะอิน-ปากเกร็ด) ทางพิเศษสายบางนา-อาจณรงค์ และทางพิเศษสายบางพลี-สุขสวัสดิ์ (วงแหวนด้านใต้-ยังไม่เปิดให้ใช้บริการ)
ทางพิเศษเหล่านี้ บางเส้นทางเป็นทางพิเศษที่รัฐบาลลงทุนเองทั้งหมด บางเส้นทางเป็นเส้นทางที่รัฐร่วมการงานกับเอกชน โดยแบ่งรายได้กันระหว่างการทางพิเศษฯ และบริษัทเอกชนตามสัญญาสัมปทาน สัญญาร่วมการงานของการทางพิเศษฯ กับบริษัทเอกชน มี 3 สัญญา ได้แก่ โครงการทางพิเศษศรีรัช (ทางด่วนขั้นที่ 2) โครงการทางพิเศษศรีรัชส่วน D (สายพระราม 9–ศรีนครินทร์) และโครงการทางพิเศษอุดรรัถยา ซึ่งทั้งสามโครงการมีเงื่อนไขต่างๆ ที่แตกต่างกันออกไป ทั้งเงื่อนไขของการแบ่งรายได้ระยะเวลาของสัมปทาน และอัตราและการปรับอัตราค่าผ่านทาง
รายงานเฝ้าระวังกฎระเบียบของรัฐ (Regulatory Watch) ฉบับที่ 20
เรื่อง "กทช. กับ “คาร์เทล” ค่าเชื่อมต่อโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่"
โดย สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์์
วันที่ 17 พฤศจิกายน 2551
เกริ่นนำ
อัตราค่าเชื่อมต่อโครงข่ายคืออะไรและสำคัญอย่างไร?
การเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคมเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวประชาชนมาก
เพราะทำให้ผู้ใช้บริการของผู้ให้บริการรายหนึ่งสามารถติดต่อกับผู้ใช้บริการ
ของผู้ให้บริการรายอื่นได้
ที่ผ่านมาในยุคที่ตลาดโทรศัพท์ในประเทศถูกผูกขาดโดยรัฐวิสาหกิจ
ปัญหาการเชื่อมต่อโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ก็เกิดขึ้นบ่อยครั้ง
เพราะมีการเลือกปฏิบัติระหว่างผู้ให้บริการที่รับสัมปทานจาก ทศท. คือ AIS
ซึ่งได้เงื่อนไขในการเชื่อมต่อโครงข่ายจาก ทศท. ที่ดีกว่า DTAC และ True
Move ซึ่งรับสัมปทานจาก กสท. มาก
การเลือกปฏิบัติดังกล่าวทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำกันในการแข่งขันกันในตลาด
โทรศัพท์เคลื่อนที่
และบางครั้งส่งผลสร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้บริโภคเป็นอย่างมากจากปัญหาที่
ไม่สามารถเรียกออกไปโครงข่ายอื่นได้หรือเกิดสายหลุด
รายงานเฝ้าระวังกฎระเบียบของรัฐ (Regulatory Watch) ฉบับที่ 19
เรื่อง "ความเห็นต่อ ร่างประกาศคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่อง นิยามของตลาดและขอบเขตตลาดโทรคมนาคมที่เกี่ยวข้อง พ.ศ. …."
โดย เดือนเด่น นิคมบริรักษ์
วันที่ 3 พฤศจิกายน 2551
เกริ่นนำ
การควบคุมการใช้ “อำนาจเหนือตลาด” หรือที่อาจเรียกง่ายๆ ว่า “อำนาจผูกขาด” อย่างไม่เป็นธรรมของผู้ประกอบการ เพื่อกีดกันการแข่งขันหรือเอาเปรียบผู้บริโภคเป็นประเด็นสำคัญ ในการกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคม มาตรการเพื่อควบคุมการใช้อำนาจเหนือตลาดดังกล่าวมี 2 แนวทางคือ หนึ่ง การกำกับดูแลเพื่อป้องกัน ไม่ให้เกิดการใช้อำนาจเหนือตลาดอย่างไม่เป็นธรรม ซึ่งกำหนดมาตรการขึ้นล่วงหน้า (ex ante regulation) และ การลงโทษผู้ประกอบการที่ใช้อำนาจเหนือตลาดอย่างไม่เป็นธรรม เมื่อมีการกระทำเกิดขึ้นแล้ว (ex post regulation)
ก่อนหน้านี้ กทช. ได้ออก “ประกาศคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่อง มาตรการเพื่อป้องกันมิให้มีการกระทำอันเป็นการผูกขาด หรือก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขันในกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2549” เพื่อใช้เป็น ex post regulation แล้ว และเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2551 สำนักงาน กทช. ได้นำเสนอ “ร่างประกาศ กทช. เรื่องนิยามตลาดและขอบเขตตลาดโทรคมนาคมที่เกี่ยวข้อง พ.ศ. .....” เพื่อใช้ในการกลั่นกรองว่า ควรกำหนด ex ante regulation กับบริการโทรคมนาคมประเภทใด
ดาวน์โหลดเอกสาร: ความเห็นต่อ ร่างประกาศคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่อง นิยามของตลาดและขอบเขตตลาดโทรคมนาคมที่เกี่ยวข้อง พ.ศ. .... (pdf)
รายงานเฝ้าระวังกฎระเบียบของรัฐ (Regulatory Watch) ฉบับที่ 18
เรื่อง "มาตรการขยายวงเงินหักค่าลดหย่อนใน RMF และ LTF – ช่วยคนรวยส่วนน้อย และผิดวัตถุประสงค์ของกองทุน"
โดย สฤณี อาชวานันทกุล
วันที่ 28 ตุลาคม 2551
เกริ่นนำ
เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2551 คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบตามข้อเสนอของกระทรวงการคลัง ให้ขยายวงเงินหักค่าลดหย่อนในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับเงินลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (Retirement Mutual Fund หรือย่อว่า RMF) และ กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (Long-Term Equity Fund หรือ LTF) เป็น 7 แสนบาทต่อปี จากเดิม 5 แสนบาทต่อปี เป็นการชั่วคราว โดยให้มีผลตั้งแต่ 1 ต.ค. - 31 ธ.ค. 2551 อย่างไรก็ตาม ยังคงกำหนดให้หักลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง โดยไม่เกิน 15% ของเงินได้พึงประเมิน รายงานข่าวระบุต่อไปว่า "ครม. ...หวังว่า [มาตรการนี้] จะส่งเสริมให้ผู้มีรายได้ประจำนำเงินออมไปลงทุนในกองทุน RMF และ LTF และทำให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ ขยายตัวตามมา"
Regulatory Watch เห็นว่ามาตรการนี้ช่วยผู้มีฐานะดีเพียงหยิบมือเดียว เมื่อเทียบกับประชากรทั้งประเทศ ไม่น่าจะช่วยให้ “ตลาดหลักทรัพย์ฯ ขยายตัว” ตามที่รัฐบาลมุ่งหวัง และผิดวัตถุประสงค์ของกองทุน LTF และ RMF ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้
ดาวน์โหลดเอกสาร: มาตรการขยายวงเงินหักค่าลดหย่อนใน RMF และ LTF – ช่วยคนรวยส่วนน้อย และผิดวัตถุประสงค์ของกองทุน (pdf)
รายงานเฝ้าระวังกฎระเบียบของรัฐ (Regulatory Watch) ฉบับที่ 17
เรื่อง "กทช. กับความล้มเหลวในการจัดเก็บข้อมูลด้านโทรคมนาคมของประเทศไทย"
โดย สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์์
วันที่ 03 ตุลาคม 2551
เกริ่นนำ
หัวใจสำคัญในการกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมคือ การมีข้อมูลที่จำเป็นอย่างครบถ้วนและทันเวลา กล่าวอีกนัยหนึ่ง หน่วยงานกำกับดูแลจะไม่สามารถกำกับดูแลอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการได้เลย หากปราศจากข้อมูลที่จำเป็น คำถามที่บทความนี้ต้องการตอบก็คือ ในปัจจุบัน คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมของไทย ที่ก่อตั้งมาแล้ว 4 ปี และมีงบประมาณปีละ 3,800 ล้านบาท (ปี 2551) ได้มีการจัดเก็บข้อมูลที่จำเป็นต่อการกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมอย่างเพียงพอหรือไม่อย่างไร?
ดาวน์โหลดเอกสาร: กทช. กับความล้มเหลวในการจัดเก็บข้อมูลด้านโทรคมนาคมของประเทศไทย (pdf)
รายงานเฝ้าระวังกฎระเบียบของรัฐ (Regulatory Watch) ฉบับที่ 16
เรื่อง "เกณฑ์กำกับ “หุ้นร้อน” ใหม่ – ทำอย่างไรไม่ให้เป็น “เสือกระดาษ”?"
โดย สฤณี อาชวานันทกุล
วันที่ 05 กันยายน 2551
เกริ่นนำ
Regulatory Watch ฉบับที่แล้วตั้งข้อสังเกตว่า มาตรการกำกับดูแล “หุ้นร้อน” ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ประกาศใช้เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2551 ที่ผ่านมา ซึ่งกำหนดให้วางเงินสดเต็มจำนวน (Cash Balance) สำหรับการซื้อหุ้นร้อนที่เข้าข่ายที่ ตลท. ประกาศนั้น ในหลักการน่าจะเพิ่มความโปร่งใส และมีส่วนช่วยเสริมสร้างเสถียรภาพ การซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ และบั่นทอนความสามารถของ “นักปั่นหุ้น” ในการสร้างราคาหลักทรัพย์ใน Turnover List ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย
ดาวน์โหลดเอกสาร: เกณฑ์กำกับ “หุ้นร้อน” ใหม่ – ทำอย่างไรไม่ให้เป็น “เสือกระดาษ”? (pdf)
รายงานเฝ้าระวังกฎระเบียบของรัฐ (Regulatory Watch) ฉบับที่ 15
เรื่อง "เกณฑ์กำกับ “หุ้นร้อน” ใหม่ – เพิ่มความโปร่งใสให้ระบบ"
โดย สฤณี อาชวานันทกุล
วันที่ 01 กันยายน 2551
เกริ่นนำ
เมื่อเดือนพฤษภาคม 2551 คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้ปรับปรุงเกณฑ์สำหรับการประกาศรายชื่อ หลักทรัพย์ที่มีอัตราการซื้อขายหมุนเวียนสูง (Turnover List) ซึ่งเข้าข่าย “หุ้นร้อน” ที่นักลงทุนควรใช้ความระมัดระวังในการลงทุน (โดยมิได้แก้ไขหลักเกณฑ์ของหลักทรัพย์ที่จะติด Turnover List) และเพิ่มหลักทรัพย์ประเภทใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้น (warrant) และหุ้นในตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ (MAI) ในการจัดอันดับหลักทรัพย์ที่ติด Turnover List พร้อมกับได้ส่งเรื่องกลับมาให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) สามารถนำหุ้นที่ติด Turnover List มาอ้างอิงในการกำกับดูแลหุ้นร้อนได้
ดาวน์โหลดเอกสาร: เกณฑ์กำกับ “หุ้นร้อน” ใหม่ – เพิ่มความโปร่งใสให้ระบบ (pdf)
เอกสารประกอบการแถลงข่าว
เรื่อง "กฎเกณฑ์บริษัทจดทะเบียนใหม่และกฏการเพิกถอนหุ้น: ก้าวหน้าหรือถอยหลัง?"
โดย
สมชัย จิตสุชนและคณะ
วันที่ 18 สิงหาคม 2551
ดาวน์โหลดเอกสาร: กฎเกณฑ์บริษัทจดทะเบียนใหม่และกฏการเพิกถอนหุ้น: ก้าวหน้าหรือถอยหลัง?
เอกสารประกอบการแถลงข่าว
เรื่อง "หลักเกณฑ์การคงสิทธิเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคจริงหรือ?"
โดย สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์์
วันที่ 18 สิงหาคม 2551
ดาวน์โหลดเอกสาร: หลักเกณฑ์การคงสิทธิเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคจริงหรือ?
รายงานเฝ้าระวังกฎระเบียบของรัฐ (Regulatory Watch) ฉบับที่ 14
เรื่อง "ต้นทุนของผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในการเปลี่ยนผู้ให้บริการ"
โดย สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์์
วันที่ 11 สิงหาคม 2551
เกริ่นนำ
จุดประสงค์ของบทความนี้คือ การศึกษาถึงต้นทุนของผู้ใช้ในการเปลี่ยนผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในประเทศไทย และนัยทางนโยบายของต้นทุนดังกล่าว ต่อนโยบายการกำหนดอัตราค่าธรรมเนียม ในการคงเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ (mobile number portability)
ต้นทุนของผู้ใช้ในการเปลี่ยนผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่
การเปลี่ยนผู้ให้บริการโดยไม่สามารถคงเลขหมายเดิมได้สร้างต้นทุนต่อผู้ใช้บริการที่เรียกว่า switching cost จากการที่ต้องแจ้งเปลี่ยนเลขหมายให้ผู้ที่ติดต่ออยู่ด้วยประจำทราบทั้งหมด และจากความสูญเสียจากการโทรศัพท์ไปผิดคน ฯลฯ ความสูญเสียดังกล่าวจะมากขึ้น หากผู้ใช้บริการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ในการประกอบธุรกิจ เช่น ในกรณีของธุรกิจขนาดเล็ก ซึ่งติดต่อกิจธุระต่างๆ กับคนจำนวนมากโดยใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่
ดาวน์โหลดเอกสาร: "เร็วๆ นี้" (ขออภัย เนื่องจากมีการปรับปรุงเนื้อหาบางส่วนครับ)
รายงานเฝ้าระวังกฎระเบียบของรัฐ (Regulatory Watch) ฉบับที่ 13
เรื่อง "ข้อคิดเห็นต่อ ร่างประกาศคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ว่าด้วยหลักเกณฑ์การคงสิทธิเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่"
โดย สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์์
วันที่ 08 สิงหาคม 2551
เกริ่นนำ
บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นต่อ “ร่างประกาศคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ว่าด้วยหลักเกณฑ์การคงสิทธิเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่” ซึ่ง กทช. เผยแพร่เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียต่างๆ
ข้อคิดเห็นโดยรวม
ความสามารถในการคงเลขหมายเมื่อมีการโอนย้ายผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (mobile number portability) เป็นสิทธิตามกฎหมายที่มีความสำคัญต่อผู้ใช้บริการมาก เพราะช่วยลดต้นทุนของผู้ใช้บริการในการเปลี่ยนผู้ให้บริการ (switching cost) การลดต้นทุนดังกล่าวจะช่วยเพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้ใช้บริการ และช่วยเพิ่มการแข่งขันในตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่ อันส่งผลต่ออัตราค่าบริการและคุณภาพของบริการ ในแนวทางที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้บริการในระยะยาว
ดาวน์โหลดเอกสาร: ข้อคิดเห็นต่อ ร่างประกาศคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ว่าด้วยหลักเกณฑ์การคงสิทธิเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ (pdf)
รายงานเฝ้าระวังกฎระเบียบของรัฐ (Regulatory Watch) ฉบับที่ 12
เรื่อง "มาตรการรถเมล์ฟรี: ผลดีหรือผลร้าย?"
โดย สุเมธ องกิตติกุล
วันที่ 22 กรกฎาคม 2551
เกริ่นนำ
เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2551 รัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวชได้แถลงนโยบาย '6 มาตรการ 6 เดือน ฝ่าวิกฤตเพื่อคนไทยทุกคน' โดยหนึ่งในมาตรการนั้น คือมาตรการลดค่าใช้จ่ายเดินทางรถโดยสารประจำทาง โดยจัดรถโดยสารประจำทางธรรมดา (หรือเรียกว่ารถเมล์ร้อน) ขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) จำนวน 800 คัน จาก 1,600 คัน ใน 73 เส้นทาง เพื่อให้บริการในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ทั้งนี้ จะมีการปล่อยรถเมล์ที่วิ่งบริการฟรีสลับกับรถเมล์ที่เก็บเงิน โดยจะมีการติดป้ายบอกไว้ให้ประชาชนทราบ
ดาวน์โหลดเอกสาร: มาตรการรถเมล์ฟรี: ผลดีหรือผลร้าย? (pdf)
รายงานเฝ้าระวังกฎระเบียบของรัฐ (Regulatory Watch) ฉบับที่ 11
เรื่อง นโยบายว่าด้วยการกำหนดช่วงราคาของ ตลท. กับประโยชน์ที่มากกว่า “ราคา”
โดย สมชัย จิตสุชน และสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์์
วันที่ 17 กรกฎาคม 2551
เกริ่นนำ
โดยทั่วไป ตลาดหุ้นที่ “มีประสิทธิภาพ” นั้น นอกจากจะต้องมีขนาดที่เหมาะสมกับพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศ และเป็นตลาดที่มีความโปร่งใสในการซื้อขายแล้ว หัวใจสำคัญอีกข้อหนึ่งคือ ต้องเป็นตลาดที่มี “สภาพคล่องสูง” เพื่อให้กลไกตลาดสามารถดำเนินการอย่างเต็มประสิทธิภาพ เนื่องจากตลาดหุ้นที่มีสภาพคล่องสูง ย่อมทำให้กลไกการค้นพบราคาหลักทรัพย์ (price discovery) ทำได้ง่ายขึ้น หากหลักทรัพย์ปราศจากสภาพคล่องที่เพียงพอแล้ว ก็จะเป็นความเสี่ยงของนักลงทุน เพราะอาจทำให้นักลงทุนต้องถือหลักทรัพย์ค้างไว้ในมือ ไม่สามารถซื้อขายได้ในปริมาณและราคาที่ต้องการ ทันทีที่ต้องการ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ การขาดสภาพคล่องจะเพิ่ม “ต้นทุนทางอ้อม” ของการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์นั่นเอง
ดาวน์โหลดเอกสาร: นโยบายว่าด้วยการกำหนดช่วงราคาของ ตลท. กับประโยชน์ที่มากกว่า “ราคา” (pdf)
รายงานเฝ้าระวังกฎระเบียบของรัฐ (Regulatory Watch) ฉบับที่ 10
เรื่อง "ข้อคิดเห็นเบื้องต้นต่อแนวคิดในการออกใบอนุญาต 3G ของ กทช."
โดย สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์
วันที่ 3 กรกฎาคม 2551
เกริ่นนำ
นายเหรียญชัย เรียววิไลสุข กรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทช.) ได้นำเสนอแนวคิด ในการออกใบอนุญาตโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G ในการสัมมนาที่จัดโดย Telecom Journal เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2551 โดยส่วนหนึ่งของแนวคิดที่เขานำเสนอ มาจากผลการศึกษาของบริษัทที่ปรึกษาซึ่ง กทช. ว่าจ้าง นายเหรียญชัยย้ำว่า แนวคิดที่นำเสนอนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของเขาและ ยังไม่ใช่มติของ กทช.
ดาวน์โหลดเอกสาร: ข้อคิดเห็นเบื้องต้นต่อแนวคิดในการออกใบอนุญาต 3G ของ กทช. (pdf)
รายงานเฝ้าระวังกฎระเบียบของรัฐ (Regulatory Watch) ฉบับที่ 9
เรื่อง "ปัญหาและความเสี่ยงของร่างพระราชบัญญัติ องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ...."
โดย สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์
วันที่ 19 มิถุนายน 2551
เกริ่นนำ
คณะรัฐมนตรีของรัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช ได้ให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ..... ไปเมื่อวันอังคารที่ 10 มิถุนายน 2551 ที่ผ่านมาและกำลังจะนำเข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรในเร็วๆ นี้ เพื่อให้ทันกับเงื่อนไขเวลาที่กำหนดในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ ในทางโครงสร้าง ร่างกฎหมายดังกล่าว มีที่มาจากร่างกฎหมายชื่อเดียวกันที่ยกร่างโดยคณะกรรมาธิการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งผู้เขียนมีส่วนในการร่วมยกร่างอยู่ด้วย อย่างไรก็ตาม ในส่วนของเนื้อหานั้น มีความแตกต่างในหลายประเด็น ซึ่งผู้เขียนเห็นว่า หากร่างดังกล่าวผ่านออกมาเป็นกฎหมายเพื่อบังคับใช้ ก็น่าก่อให้เกิดปัญหาอย่างน้อย 5 ประการ
ดาวน์โหลดเอกสาร: ปัญหาและความเสี่ยงของร่างพระราชบัญญัติ องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. .... (pdf)
รายงานเฝ้าระวังกฎระเบียบของรัฐ (Regulatory Watch) ฉบับที่ 8
เรื่อง "กฎการเพิกถอนหุ้นของไทย – ยิ่งแก้ยิ่งแย่ลง?"
โดย สมชัย จิตสุชน และคณะ
วันที่ 19 มิถุนายน 2551
เกริ่นนำ
ในตลาดหุ้นทุกแห่ง เราสามารถแบ่งประเภทของบริษัทจดทะเบียน ที่ถูกเพิกถอนออกจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนออกเป็นสองประเภทใหญ่ๆ คือบริษัทที่ขอเพิกถอนหุ้นของตัวเอง กับบริษัทที่ถูกบังคับให้ออกจากตลาดหุ้น
บริษัทที่ขอเพิกถอนหุ้นของตัวเองออกจากตลาด (voluntary delisting) มักจะต้องการออกจากตลาดด้วยเหตุผลทางธุรกิจเป็นหลัก เช่น ถูกซื้อกิจการโดยบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ต้องการครอบครองบริษัท 100% นอกจากนี้ บริษัทผู้ซื้อซึ่งกลายเป็นบริษัทแม่แล้วนั้น ก็มักจะมีความคล่องตัว และต้นทุนต่ำกว่าบริษัทที่ถูกซื้อในการระดมทุน ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องให้บริษัทลูกดำรงอยู่ในตลาดหุ้นอีกต่อไป
ดาวน์โหลดเอกสาร: กฎการเพิกถอนหุ้นของไทย – ยิ่งแก้ยิ่งแย่ลง? (pdf)
รายงานเฝ้าระวังกฎระเบียบของรัฐ (Regulatory Watch) ฉบับที่ 7
เรื่อง "รถร่วมฯ - โรงกลั่น กับความล้มเหลวในการกำกับดูแลราคาโดยรัฐ"
โดย เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ และเสาวลักษณ์ ชีวสิทธิยานนท์
วันที่ 6 มิถุนายน 2551
เกริ่นนำ
ภาวะเงินเฟ้ออันเป็นผลมาจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง เริ่มส่งผลต่อราคาสินค้าและบริการในวงกว้างมากขึ้น และผลกระทบมีแนวโน้มที่จะทวีความรุนแรงมากขึ้น ทุกวันนี้ รัฐบาลต้องเผชิญปัญหาการขอขึ้นราคาสินค้าหรือบริการจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น เหล็ก ปุ๋ย อาหารสัตว์ วัสดุก่อสร้าง ตลอดจน ค่าโดยสารรถเมล์ รถแท็กซี่ ฯลฯ จนตั้งตัวไม่ติด คำถามคือ แนวทางและวิธีการในการกำกับ หรือควบคุมราคาสินค้าและบริการของรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมานั้น มีความชัดเจนและมีประสิทธิภาพเพียงใด?
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีสองเหตุการณ์ที่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาที่หยั่งรากลึก ในระบบการควบคุมและกำกับดูแลอัตราค่าบริการสาธารณูปโภคพื้นฐานของเรา เหตุการณ์แรกคือ การหยุดการเดินรถของรถร่วม ขสมก. เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม หลังคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลปกครองกลาง ที่ทำให้ต้องระงับการปรับขึ้นอัตราค่าโดยสารรถเมล์ ตามมติคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลาง เหตุการณ์ที่สองคือ ปรากฏการณ์ “ทุบหุ้น” ธุรกิจพลังงานในวันต่อมา จากการที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานใช้วิธีการ “ขอร้อง” ให้ผู้กลั่นน้ำมันโดยเฉพาะ บมจ. ปตท. ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ ลดค่าการกลั่นเพื่ออุ้มน้ำมันดีเซล เพื่อช่วยบรรเทาต้นทุนของรถร่วมฯ
ดาวน์โหลดเอกสาร: รถร่วมฯ - โรงกลั่น กับความล้มเหลวในการกำกับดูแลราคาโดยรัฐ (pdf)
รายงานเฝ้าระวังกฎระเบียบของรัฐ (Regulatory Watch) ฉบับที่ 6
เรื่อง "นโยบายการควบคุมราคาสินค้าภายใต้ยุคข้าวยากหมากแพง"
โดย เดือนเด่น นิคมบริรักษ์
วันที่ 21 พฤษภาคม 2551
เกริ่นนำ
ตั้งแต่ นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้ามารับตำแหน่งเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ 2551 ก็ต้องเผชิญกับปัญหาการขึ้นราคาของสินค้า โดยเฉพาะหมวดอาหารที่มีแนวโน้มที่จะปรับสูงขึ้นต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง อันเป็นผลจากราคาน้ำมันโลกซึ่งยังคงปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ต้นทุนในการผลิตสินค้าเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และจากการนำเอาพืชผลทางการเกษตร เช่น ข้าวโพด และถั่วเหลือง ไปใช้ในการผลิตพลังงานชีวภาพ ส่งผลให้ความต้องการพืชผลเหล่านี้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
แนวทางในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวของนายมิ่งขวัญคือ การควบคุมราคาสินค้า เช่นการขอให้ร้านอาหารในฟู๊ดคอร์ทตามห้างสรรพสินค้า หรือผู้ขายเนื้อหมูตรึงราคาสินค้า มาตรการดังกล่าวมีประสิทธิภาพเพียงใด ในการป้องกันหรือสกัดกั้นมิให้ราคาสินค้าปรับเพิ่มขึ้น และในการทุเลาปัญหาค่าครองชีพของประชาชน ?
ดาวน์โหลดเอกสาร: นโยบายการควบคุมราคาสินค้าภายใต้ยุคข้าวยากหมากแพง (pdf)
รายงานเฝ้าระวังกฎระเบียบของรัฐ (Regulatory Watch) ฉบับที่ 5
เรื่อง "การให้เงินอุดหนุนบริการสาธารณะสำหรับระบบขนส่งผู้โดยสาร"
โดย สุเมธ องกิตติกุล
วันที่ 8 พฤษภาคม 2551
เกริ่นนำ
ระบบขนส่งมวลชนทั้งรถไฟฟ้าและรถโดยสารประจำทางมีความสำคัญต่อชีวิตคนเมืองอย่างยิ่ง
นอกจากนี้
ค่าโดยสารของบริการขนส่งมวลชนเหล่านี้ยังมีผลโดยตรงต่อค่าครองชีพของประชาชนในเขตเมือง
ในปัจจุบัน
ค่าโดยสารของรถไฟฟ้าถูกกำหนดโดยสัญญาสัมปทานที่รัฐทำกับบริษัทเอกชน
ส่วนค่าโดยสารรถประจำทางถูกกำหนดโดยประกาศของคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลาง
การกำหนดค่าโดยสารถือเป็นหัวใจของบริการขนส่งมวลชน ในอดีต
ระบบขนส่งมวลชนมีรัฐวิสาหกิจเป็นผู้ให้บริการเกือบทั้งหมด
เช่นระบบรถโดยสารประจำทาง ให้บริการโดย องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.)
และระบบรถไฟ ให้บริการโดย การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)
แต่ในปัจจุบันเอกชนได้มีบทบาทในการร่วมให้บริการกับ ขสมก.
ในกรณีของรถโดยสารประจำทาง และการรถไฟฟ้ามหานคร (รฟม.)
ในกรณีของระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน
ดาวน์โหลดเอกสาร: การให้เงินอุดหนุนบริการสาธารณะสำหรับระบบขนส่งผู้โดยสาร (pdf)