หน้าหลัก arrow ข่าวสื่อมวลชน arrow วางกฎเหล็กคุมราคาสินค้า แบ่ง 3 ระดับความรุนแรงสกัดเอกชนโขกกำไร
หน้าหลัก
กฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง
ข่าวสื่อมวลชน
บทความ
ดาวน์โหลด
เกี่ยวกับโครงการ
เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง
Search
วางกฎเหล็กคุมราคาสินค้า แบ่ง 3 ระดับความรุนแรงสกัดเอกชนโขกกำไร
ที่มา: หนังสือพิมพ์บ้านเมือง 28 กรกฎาคม 2551




พาณิชย์คลอดกฎเหล็กดูแลสินค้าแบ่ง 3 ระดับตามเกณฑ์การปรับขึ้นของน้ำมันและเงินเฟ้อ แต่ละระดับมีความเข้มงวดใช้แตกต่างกันไป ทั้งคุมเข้ม 200 สินค้า บริการควบคุม 35 รายการ ต้องแจ้งต้นทุน รวมทั้งเฝ้าติดตามราคาอย่างใกล้ชิดระยะยาว สถานการณ์รุนแรงใช้อำนาจกำหนดราคาสินค้าจำเป็นต่อการครองชีพ

      นายยรรยง พวงราช อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมฯ ได้จัดทำมาตรการดูแลราคาสินค้า โดยยึดราคาน้ำมันดีเซลและเงินเฟ้อเป็นเกณฑ์ แยกออกเป็น 3 กรณี ซึ่งหากตัวใดตัวหนึ่งเพิ่มขึ้น มาตรการที่จะนำมาใช้ก็จะมีความเข้มงวดแตกต่างกันไป โดยมั่นใจว่ามาตรการที่จะทำนี้ ช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน และพยุงไม่ให้ราคาสินค้าปรับตัวเพิ่มมากขึ้นจนเกินไป ทั้งนี้ มาตรการดูแลที่จะนำมาใช้นั้น จะมีความแตกต่างกันตามสมมุติฐานที่ตั้งไว้ คือ กรณีที่หนึ่ง ดีเซลเฉลี่ย 33-34 บาทต่อลิตร เงินเฟ้อ 6-6.5% กรณีที่สอง ดีเซลเฉลี่ย 34-35 บาท/ลิตร เงินเฟ้อ 6.5-7% และกรณีที่สาม ดีเซลเฉลี่ย 36-37บาทต่อลิตร เงินเฟ้อตั้งแต่ 7% ขึ้นไป

      นอกจากนี้ มาตรการดูแลสินค้าภายใต้สมมุติฐานที่หนึ่ง กรมได้ติดตามดูแลสินค้า 200 รายการ สินค้าและบริการควบคุม 35 รายการ ซึ่งมาตรการดูแลได้กำหนดให้มีการแจ้งต้นทุน ราคาขาย ชะลอการขึ้นราคา โดยการตั้งคณะอนุกรรมการ ดูแลราคาเฉพาะกลุ่มสินค้าที่มีผลต่อประชาชน และมีน้ำหนักต่ออัตราเงินเฟ้อ อาทิ เหล็ก ปุ๋ยเคมี อาหารสัตว์ น้ำมันพืช ผลิตภัณฑ์นม และยารักษาโรค ส่วนปลายทาง ดูแลให้มีการปิดป้ายแสดงราคา ติดตามภาวะราคาสินค้าอย่างใกล้ชิด รวมทั้งจัดโครงการธงฟ้าเพื่อช่วยเหลือผู้บริโภค

      อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก กรมฯ ก็จะพิจารณารายการสินค้าดูแลและสินค้าควบคุมเพิ่มขึ้นอีก และจะใช้กฎหมาย และมาตรการทางกฎหมายอย่างเต็มที่ ทั้งการกำหนดราคาจำหน่ายสูงสุด กำหนดเพดานกำไรสำหรับรายการสินค้า ที่จำเป็นต่อการครองชีพ และหากสินค้ารายการใดมีปัญหามาก ก็จะใช้มาตรการบริหารจัดการการส่งออกและนำเข้า โดยห้ามการส่งออกหรือเปิดให้นำเข้าจากต่างประเทศ เพื่อแก้ไขปัญหาขาดแคลน ขณะเดียวกันจะประสานงาน ไปยังกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยเหลือผู้ผลิตสินค้า เช่น การดูแลค่าบริการค่าขนส่ง ค่าสาธารณูปโภค เช่น น้ำประปา และไฟฟ้า โดยคิดราคาพิเศษให้กับผู้ผลิต เพื่อช่วยลดต้นทุน นอกจากนี้จะเสนอให้มีการยกเลิกการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) บางตัวสินค้าที่ผู้ประกอบการเดือดร้อนจริงๆ โดยเน้นเฉพาะสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพ เพราะช่วยลดภาระให้กับผู้บริโภคได้ในทันที สิ่งที่กรมฯ ทำอยู่ตอนนี้ ยังอยู่ในสมมุติฐานที่หนึ่ง ซึ่งหากต่อไปน้ำมันเพิ่มขึ้น เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น กรมฯ ก็จะมีมาตรการเข้มงวดเพิ่มเติม ตั้งแต่เพิ่มรายการสินค้าดูแล และหากรายการไหนมีปัญหามากๆ ก็จะจับเข้าบัญชีควบคุม เพื่อให้ดูแลได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกันจะมีการบังคับใช้กฎหมายให้เข้มงวดมากขึ้น  

      ด้าน นางสมรรัตน์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครชิคาโก สหรัฐอเมริกา กล่าวถึงกรณีที่ประเทศเวียดนาม กล่าวหาว่าน้ำปลาไทยบางแบรนด์ ละเมิดลิขสิทธิ์โดยใช้ชื่อน้ำปลาเวียดนาม คือ Phu Quoc พิมพ์บนฉลากสินค้าเพื่อหวังผลประโยชน์ในการขาย โดยเวียดนามได้มีการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวในต่างประเทศ รวมทั้งในสหรัฐแล้ว และกำลังเจรจากับสหรัฐ รวมทั้งประชาคมยุโรป แคนาดา ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย ให้ยอมรับในเครื่องหมายนี้

      สำหรับกลยุทธ์ในการผลักดันน้ำปลาไทยเข้าสู่ตลาดสหรัฐ ไทยควรผลิตบรรจุขวดทั้งแบบขวดพลาสติก และขวดแก้ว และควรจะขยายกลุ่มผู้บริโภคน้ำปลาไทยไปสู่กลุ่มผู้บริโภคชาวสหรัฐ และธุรกิจบริการร้านอาหาร โดยผู้ผลิตและผู้ส่งออกไทย จะต้องพัฒนาสินค้าให้มีกลิ่นน้ำปลาอ่อนลง และพัฒนารูปแบบและขนาดบรรจุภัณฑ์ให้เหมาะกับตลาด ที่ผ่านมาเวียดนามถือเป็นคู่แข่งสำคัญ ในการส่งออกน้ำปลาไปตลาดสหรัฐ โดยมียอดการส่งออกเพิ่มสูงขึ้นมากในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา และกำลังดำเนินกลยุทธ์ชิงส่วนแบ่งตลาดจากไทยอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งเวียดนามยังได้โปรโมทเครื่องหมายการค้า Phu Quoc และกำลังเจรจากับสหรัฐเกี่ยวกับเครื่องหมายการค้าดังกล่าว ซึ่งการแก้เกมของไทยควรจะหันมาโปรโมทน้ำปลาแบรนด์ไทย และใช้คำทับศัพท์ Nam Pla น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด และทำให้ผู้บริโภคยอมรับในน้ำปลาไทยต่อไป  นอกจากนี้ ไทยได้ส่งออกน้ำปลาไปยังตลาดสหรัฐ เป็นเวลากว่า 50 ปีแล้ว โดยในปี 2550 สหรัฐนำเข้าน้ำปลาเป็นมูลค่า 21.40 ล้านเหรียญสหรัฐ ไทยครองส่วนแบ่งตลาด 82% รองลงมาได้แก่ ฟิลิปปินส์ 4.1% ฮ่องกง 3.8% เวียดนาม 3.5% เกาหลี 2.3% และญี่ปุ่น 1%

      ด้าน นายราเชนทร์ พจนสุนทร อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก กล่าวว่า ได้สั่งการให้สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ที่ดูแลตลาดสหรัฐเร่งโปรโมทน้ำปลาไทยในตลาดสหรัฐอย่างต่อเนื่อง และควรโปรโมทน้ำปลาไทยโดยการทับศัพท์ สะกดเป็นภาษาอังกฤษว่า Nam Pla แทน Fish Sauce เพราะจะสร้างความเป็นเอกลักษณ์ของน้ำปลาไทย

ข้อมูลและเนื้อหาที่ปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ผู้ที่สนใจสามารถนำไปเผยแพร่ต่อ โดยโปรดแจ้งให้ทางทีมงานได้รับทราบที่ ติดต่อ Webmaster

0 queries executed