|
กฎหมายคลื่นฯ คุมแสนล้านใช้สิ้นปี |
ที่มา: หนังสือพิมพ์บ้านเมือง 18 สิงหาคม 2551
นายมั่น พัธโนทัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือไอซีที เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 13 ส.ค ที่ผ่านมาได้ถอนร่าง พ.ร.บ.องค์การจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ... ออกจากวาระในการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรก่อน เพื่อเปิดโอกาสให้มีกระบวนการ การมีส่วนร่วมเพื่อปรับปรุงร่างกฎหมายดังกล่าว โดยเปิดรับฟังความเห็นให้ทั่วภูมิภาค และเพื่อให้การปรับปรุงร่างกฎหมายให้มีความสมบูรณ์
“ยอมรับว่าร่างกฎหมายดังกล่าวมีปัญหาจริงอย่างที่ภาคสังคมท้วงติง แต่เหตุที่มาของการเสนอแก้ไขให้ครม. เป็นผู้แต่งตั้งเพราะต้องการแก้ปัญหาจากกระบวนการสรรหา กสช.เก่าที่มีปัญหา อีกทั้งเพื่อต้องการเร่งให้กฎหมายเสร็จเร็ว ทันตามเวลาที่กำหนดภายใน 180 วันหลังจากรัฐบาลแถลงนโยบาย ซึ่งก่อนหน้านี้ตนต้องรีบยื่นร่างกฎหมายดังกล่าวก่อน เนื่องจากกลัวว่าจะมีความผิด”
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ กฎหมายฉบับดังกล่าวต้องแล้วเสร็จภายในวันที่ 17 ส.ค ที่ผ่านมา ซึ่งแผนปรับปรุงก็ยังไม่สามารถดำเนินการตามกำหนดได้ เนื่องจากปัญหาต่างๆ ซึ่งขณะนี้กระทรวงไอซีทีได้ทำประชาวิจารณ์ เพื่อรับฟังความคิดเห็นและแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อปรับปรุงร่าง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ โดยมีตัวแทนจากทุกภาคฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะตัวแทนสื่อภาคประชาชน ผู้แทนองค์กรทั้งด้านโทรคมนาคมและวิทยุโทรทัศน์ ภาคประชาสังคม เพื่อแก้ไขร่างดังกล่าวให้เสร็จสิ้นให้เร็วที่สุดในสิ้นปีนี้ เบื้องต้นคาดว่าในเดือน ก.พ. พ.ร.บ.ดังกล่าวจะสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ซึ่งจะส่งผลให้ประเทศไทยสู้ต่างประเทศได้
“พ.ร.บ.ดังกล่าวเป็นกฎหมายที่สำคัญมาก เพราะควบคุมธุรกิจที่มีมูลค่าถึงหลักแสนล้านบาท ดังนั้นจึงต้องดำเนินการให้ดี และเร็วที่สุด เพื่อให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง โดยตั้งเป้าหมายให้แล้วเสร็จภายในสิ้นปีนี้ ส่วนการจัดตั้งคณะกรรมการตาม พ.ร.บ.ดังกล่าว เพื่อมากำกับดูแล กสช.นั้น คาดจะแล้วเสร็จในเดือนกุมพาพันธ์ 2552 ซึ่งเรารอไม่ได้แล้ว หากช้าก็จะทำให้การพัฒนาธุรกิจของบ้านเราล้าหลังทั้งลาว และเขมร ซึ่งตอนนี้เขามีเทคโนโลยี 3G และ 4G ใช้แล้ว ส่วนไทยยังใช้แค่ 2G อยู่เลย”
ทั้งนี้ การจัดรับฟังความคิดเห็นในครั้งนี้ จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะนำไปปรับปรุงแก้ไขร่าง พ.ร.บ.ให้มีความสมบูรณ์ ตรงตามที่ทุกฝ่ายต้องการมากยิ่งขึ้น โดยเบื้องต้นได้เตรียมประเด็นที่ต้องแก้ไขไว้ประมาณ 8 ประเด็นหลัก อย่างไรก็ตาม กระทรวงจะจัดประชุมตามโครงการรับฟังความคิดเห็น ของทุกภาคทั่วประเทศคือ ภาคกลางซึ่งรวมถึงภาคตะวันออก ที่ได้มีการจัดรับฟังไปแล้วเมื่อวันที่ 16 ก.ค.ที่ผ่านมา และครั้งที่ 2 วันที่ 16 ส.ค.ที่ผ่านมา และจะดำเนินการทำประชาวิจารณ์อีกครั้งในเดือนหน้า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, และภาคใต้ ตามลำดับ
|