|
ตั้งธง'กฎหมายค้าปลีก'ใหม่ ลดแรงต้านโชวห่วย-โมเดิร์นเทรด |
ที่มา: หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ 13/09/2551
แนวคิดในการล้อมกรอบธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่หรือโมเดิร์นเทรด ที่ขยายตัวเข้ามาลงทุนในประเทศไทยตลอด 3-4 ปีที่ผ่านมา แม้จะได้รับการตอบรับจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับหนึ่ง แต่แนวทางการปฏิบัติยังขาดความชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องของการจัดให้มีข้อกฎหมาย ที่จะออกมาใช้สำหรับควบคุมการดำเนิน การของผู้ประกอบการค้าปลีกสมัยใหม่ หรือพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง ทำให้ปัญหาความขัดแย้ง ระหว่างผู้ประกอบการค้าปลีกรายย่อยหรือโชวห่วยและค้า ปลีกสมัยใหม่ยืดเยื้อมาหลายปี ยังคงระอุและถูกเรียกร้องให้เกิดการแก้ไขอย่างต่อเนื่อง และเป็นรูปธรรม ความเห็นชอบและลงมติให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการศึกษา และพัฒนาธุรกิจค้าปลีก ค้าส่ง ของคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2551 ที่ผ่านมาส่งสัญญาณให้เห็นความคืบหน้าอีกก้าวของรัฐบาลนายกฯสมัคร สุนทรเวช แต่ก็เหมือนการเริ่มต้นนับ 1 ใหม่ตามความเห็นของนักวิชาการ และผู้ประกอบการค้าปลีกทั้งรายย่อยและโมเดิร์น เทรด ซึ่งดูเหมือนจะเป็นครั้งแรกที่ทั้ง 2 ฝ่าย ที่แตกแยกกันมานานจะมีความคิดตรงกัน หากย้อนรอยถึงวิวัฒนาการของค้าปลีกเมืองไทย จะเห็นได้ว่าภาพรวมของค้าปลีก มีการเติบโตต่อเนื่องทุกปีโดยเฉพาะในโมเดิร์น เทรด ขณะที่โชวห่วยเองก็มีการพัฒนาและเติบโตเช่นกัน แต่แตกต่างกันที่โมเดิร์นเทรดเติบโตจากจำนวนสาขา ส่วนโชวห่วยมีการพัฒนาในด้านสินค้าและบริการที่ดีขึ้น
ปักธงโมเดิร์นเทรดโตต่อเนื่อง
กรมการค้าภายใน (คน.) กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า สถานการณ์ธุรกิจค้าปลีกค้าส่งสมัยใหม่ หรือโมเดิร์นเทรดตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีการขยายสาขาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง ทั้งในรูปของการลดขนาดพื้นที่ จากรูปแบบร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ เช่น ไฮเปอร์มาร์เก็ต , ดิสเคาต์สโตร์ ที่มีขนาดพื้นที่ 5,000 ตารางเมตรขึ้นไป เป็นซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดพื้นที่ 800-1,200 ตารางเมตร ขณะที่ร้านค้าปลีกค้าส่งขนาดเล็กที่มีพื้นที่น้อยกว่า 300 ตารางเมตร มีการขยายตัวต่อเนื่อง โดยในปี 2548 มีจำนวน 3,718 สาขา เพิ่มขึ้นเป็น 5,078 สาขาในปี 2549 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 37 ขณะที่ช่วงครึ่งปีแรกของปี 2551 เพิ่มขึ้นเป็น 6,571 สาขา คิดเป็นร้อยละ 5 เมื่อเทียบกับปีก่อน
สำหรับมูลค่าตลาดของโมเดิร์นเทรดก็เพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน โดยในปี 2548 มีมูลค่ารวม 4.35 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นเป็น 5.45 แสนล้านบาทในปี2550 เติบโตเฉลี่ยปีละ 15.6% สูงกว่าอัตราเพิ่มขึ้นของมูลค่าตลาดค้าปลีก ค้าส่ง ที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 5.5% ขณะที่มูลค่าตลาดของเทรดดิชันนัล เทรด (โชวห่วย ตลาดสดและร้านค้าเฉพาะอย่าง เช่น ร้านค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า ฯลฯ ) ซึ่งมีมูลค่าตลาดประมาณ 3 แสนล้านบาท ในปี 2544 ลดลงเหลือเพียง 2.2 แสนล้านบาทในปี 2550 เฉลี่ยลดลงปีละ 5 % (ประมาณการจากรายงานการวิจัยของTDRI) โดยภาพรวมของอุตสาหกรรมค้าปลีกค้าส่ง ซึ่งมีมูลค่าตลาดรวม 1.2 ล้านล้านบาท คิดเป็น 14% ของจีดีพี สูงเป็นอันดับ 2 รองจากภาคอุตสาหกรรม ยังเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีความสำคัญ และช่วยขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจของประเทศ เติบโต
ตั้งอนุกรรมการวางกรอบค้าปลีกใหม่
คน. ยังระบุอีกว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้คือ ปัญหาด้านโครงสร้างที่กลไกตลาดในช่วงการค้าส่งถูกตัดตอน เนื่องจากโมเดิร์นเทรดสามารถสั่งซื้อสินค้าโดยตรงจากซัพพลายเออร์ ทำให้ยี่ปั๊ว ซาปั๊วมีจำนวนลดลง และการกระจุกตัวของโมเดิร์นเทรด ทำให้เกิดแนวโน้มการผูกขาด และมีอำนาจต่อรอง หรือกำหนดราคาจำหน่ายได้ ทำให้เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมต่อร้านโชวห่วย เพราะโมเดิร์นเทรดได้เปรียบทั้งเรื่องของเงินทุน การบริหารจัดการ จำนวนสาขา และกลยุทธ์การทำตลาด ที่อาจก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการดำเนินธุรกิจ รวมทั้งผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าเอสเอ็มอี และโอท็อป และเกษตรกรไม่มีช่องทางการจำหน่าย เนื่องจากไม่มีเงินทุนที่จะนำสินค้าเข้าไป จำหน่ายในโมเดิร์นเทรด
กรอบนโยบายและแนวคิดการแก้ไขจึงมุ่งเน้นไปที่การส่งเสริม พัฒนายกระดับ จัดระเบียบเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมจากการค้าเสรี ลดการผูกขาด เกิดความสมดุล มีเสถียรภาพ ให้สามารถยืนหยัดอย่างเข้มแข็ง โดยให้มีการจัดตั้งคณะอนุกรรมการขึ้น 4 ชุด เพื่อทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบงานด้านต่างๆ ประกอบไปด้วย คณะศึกษาพิจารณาประเด็นทางกฎหมาย เกี่ยวกับค้าปลีกค้าส่ง คณะดูแลศึกษาพฤติกรรมการค้าปลีกค้าส่ง คณะศึกษาส่งเสริมพัฒนาธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง และคณะศึกษาปัญหาข้อมูล และให้มีผลแล้วเสร็จใน 60 วัน โดยทั้งหมดมีนายยรรยง พวงราช อธิบดีคน. เป็นประธานกำกับดูแล
แม้แนวคิดและกรรมวิธี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการตั้งคณะกรรมการกำกับดูแล การดึงนักวิชาการเข้ามาศึกษาหาข้อมูล ศึกษาดูกฎหมายค้าปลีกที่มีอยู่ในประเทศต่าง ๆ ดูไม่แตกต่างจากในอดีต สมัยที่ต้องการตีกรอบล้อมจับโมเดิร์นเทรดเท่าใดนัก แต่เป้าประสงค์ในการเดินหน้าจัดทำพ.ร.บ. ค้าปลีกค้าส่งในสมัยนี้ต่างกัน เพราะมุ่งที่จะนำเสนอและแนวปฏิบัติที่ให้ทั้ง 2 ฝ่ายสมานฉันท์สามัคคีอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ และสิ่งสำคัญคือต้องเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน รวมถึงผู้บริโภคด้วย ทำให้ทุกฝ่ายต่างก็คาดหวังว่าจะมีความคืบหน้า และเห็นสัญญาณที่ดีไม่ใช่ "พายเรือวนอยู่ในอ่าง" เหมือนเช่นเคย
|