|
ถอดรหัสธุรกิจร้อน ทีวีดาวเทียม ใครอยู่-ใครไป? |
ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ 21/10/2551 โดย ณัฐสุดา เพ็งผล
หลายต่อหลายธุรกิจต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจและการเมืองขาลง แต่ไม่ใช่สำหรับธุรกิจเคเบิลทีวีและทีวีดาวเทียม ที่เพิ่มดีกรีความร้อนแรง จนน่าจับตามองว่า ผู้เล่นที่แห่เข้ามาแบบไม่ยั้ง ใครจะอยู่ ใครจะไป
กรุงเทพ ธุรกิจ ออนไลน์: ทันทีที่มีการบังคับใช้ พระราชบัญญัติการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ 2551 เมื่อเดือนมีนาคม 2551 ที่อนุญาตให้เคเบิลทีวี และทีวีดาวเทียม ดำเนินกิจการได้อย่างถูกต้องโดยมีกฏหมายรองรับ นอกจากนี้ ยังเปิดทางให้มีโฆษณาได้ชั่วโมงละ 6 นาที จุดประกายให้ผู้ประกอบหลายค่ายตัดสินใจ โดดเข้ามาเล่นในสนามนี้กันอย่างคึกคัก นอกจากผู้เล่นรายเดิมที่ส่วนใหญ่เป็น รายเล็กแล้ว ยังความเคลื่อนไหวสำคัญ คือ ผู้เล่นที่เป็นมืออาชีพและมีทุนหนา ประกาศเปิดตัวลงสู่สนามนี้แบบรายวัน ไม่ว่าจะเป็น มีเดีย ออฟ มีเดียส์,จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่,สหมงคลฟิล์ม และอีกหลายค่ายที่เตรียมเข้ามาในปีหน้า อาทิ อาร์เอส กันตนา กระทั่งฟรีทีวีรายใหญ่อย่าง ช่อง 3 เป็นต้น
เมื่อผู้เล่นมาก แน่นอนการแข่งขันต้องสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว จนหลายคนเกิดข้อสงสัยว่า หากตลาดเปลี่ยนจากน่านน้ำสีน้ำเงินสดใส (Blue Ocean) ซึ่งมีช่องทำเงินไม่ยาก ต้องกลายเป็นน่านน้ำสีแดง (Red Ocean) ที่การแข่งขันดุเดือด ผู้จะอยู่รอดในธุรกิจนี้ได้ต้องเดินในโมเดลใด และมีกลยุทธ์อย่างไร
“การทำธุรกิจสื่อไม่ว่าประเภทใดก็ดี ประการแรก หนีไม่พ้นเรื่อง "คอนเทนท์" คอร์ทหลักที่ต้องลงทุนในธุรกิจนี้ ใครมีอยู่แล้วจะดี ไม่ต้องเสียเงินและเวลามาลงทุนอีก แต่สำหรับคนที่เพิ่งเข้ามาจะอยู่ลำบาก” ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม ประธานกรรมการ บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด(มหาชน) กล่าว
ไม่ต่างไปจาก จิรัฐ บวรวัฒนะ รองประธานกรรมการส่วนงานพัฒนาธุรกิจ และการตลาด บริษัท โรส มีเดีย แอนด์ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ ที่บอกว่า คอนเทนท์ จะเป็นตัวชี้วัดว่า ช่องทีวีดาวเทียมที่สร้างขึ้นจะสำเร็จ หรือไม่สำเร็จ อยู่ได้หรือไม่ได้ ดังนั้นคนที่ลงมาเล่นในธุรกิจนี้ ต้องมีคอนเทนท์อยู่ในมือเรียกได้ว่า ยิ่งมาก ยิ่งได้เปรียบ
เมื่อวิเคราะห์แล้ว ก็เป็นจริงตามคำกล่าวข้างต้น เพราะผู้ประกาศตัวลงสังเวียน ทั้งหมดล้วนชูคอนเทนท์เดิมที่มีอยู่ในมือ มาเป็นบันไดเพื่อสร้างความได้เปรียบ ตั้งแต่ จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ นำคอนเทนท์ที่สะสมมาตลอด 25 ปี ทั้งเพลง หนัง ละคร มาเปิดทีวีดาวเทียม 5 ช่อง ประกอบด้วย แฟน ทีวี ช่องเพลงลูกทุ่ง กรีน แชนแนล เป็นการนำแบรนด์ของกรีนเวฟ คลื่นวิทยุที่ชัดเจนในเรื่องดูแลสิ่งแวดล้อมมานำเสนอ แบง แชนแนล ช่องรายการเพลงทีนและป๊อบ แอ็คส์ แชนแนล ช่องหนังละครและหนังจากเอ็กแซ็กท์ ซีเนริโอ และจีทีเอช สุดท้าย เบิร์ด แชนแนล ที่นำคาแรคเตอร์ของ เบิร์ด-ธงไชย มานำเสนอ เน้นให้ผู้ชมคิดบวก (Positive Thinking) มีเดีย ออฟ มีเดียส์ นำละครซึ่งเป็นคอนเทนท์ที่แข็งแกร่งของบริษัทแม่ คือ ช่อง 7 มาผสมผสานกับหนังดังของค่ายเอ็ม พิคเจอร์ สร้างคอนเซปต์ช่อง มีเดีย แชนแนล ฟาก โรส มีเดีย แอนด์ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ ที่เปิด ‘Gang Cartoon Channel’ ช่องการ์ตูน และ สหมงคลฟิล์ม ขาใหญ่วงการหนัง กับ มงคล ชาแนล ในคอนเซปต์ ช่องหนัง 24 ชั่วโมง ก็ต่างนำคอนเทนท์ที่ตัวเองถือครองอยู่มาต่อยอดเช่นเดียวกัน
ทว่า การมีคอนเทนท์ในมือเป็นทุนเดิม หาใช่สูตรสำเร็จในการแจ้งเกิดธุรกิจทีวีดาวเทียมได้ทั้งหมด ยังต้องอาศัยปัจจัยอื่นมาเป็นกองหนุน โดยเฉพาะ "Format Station" รูปแบบช่องที่ต้องเซ็กเม้นท์และแตกต่างจากฟรีทีวี
“ถ้าวาไรตี้มากเราจะไม่ สามารถดึงคนดูมาจากฟรีทีวีได้ เราจึงต้องแตกต่างและโดดเด่นว่าต้องการขายอะไร ให้คนดูกลุ่มไหน แม้จะเป็น นิช มาร์เก็ต แต่ชัดเจนในการเข้าถึงและง่ายต่อการขาย” จิรัฐ ให้เหตุผล
โดย Format Station ของทีวีดาวเทียม ผู้เล่นทุกค่ายเลือกเดินในแนวทางเดียวกันหมด นั่นคือ วางฟอร์แมทเชิงลึกแบบวิทยุ มีการเซ็กเม้นท์ตามอายุ และไลฟ์สไตล์ของกลุ่มคนดูที่ต้องการจับแบบ เช่น ช่องเพลงลูกทุ่ง ช่องหนัง ช่องการ์ตูน ช่องสุขภาพ ช่องกีฬา ฯลฯ นอกจากนั้น ด้วยการดีไซน์ให้เป็นสถานีโทรทัศน์ 24 ชั่วโมง การดึงดูดใจและเรียกเรทติ้งให้คนติดตามแบบเกาะติดตลอดทั้งวันให้ได้ จำเป็นต้องมีอะไรมากกว่าคอนเทนท์ปกติ การสร้างคอนเทนท์แบบ Exclusive จึงถูกนำมาตอบโจทย์เรื่องนี้
“80% ของคนที่มาเล่นในธุรกิจทีวีดาวเทียม เป็นการนำคอนเทนท์เก่ามาต่อยอด ซึ่งบางครั้งผู้บริโภคไม่สนใจ ดังนั้นเราจะขายคอนเทนท์เก่ามารีรันอย่างเดียวไม่ได้ ต้องลงทุนสร้างคอนเทนท์ใหม่และคอนเทนท์นั้นต้องหาดูที่อื่นได้ยาก” ยุวดี บุญครอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเชีย เทเลวิชั่น ผู้ผลิตทีวีดาวเทียม เอช พลัส แชนแนล สถานีสุขภาพ กล่าว
อย่างกรณี เอช พลัส แชนแนล เกินครึ่งของรายการทั้งหมด จะอยู่ในรูปแบบ Live หรือรายการสด พร้อมเพิ่มความ Exclusive ด้วยการเชิญกูรูด้านต่างๆ ที่ไม่ค่อยได้จัดรายการที่ไหนมาเป็นพิธีกร หรือผู้ร่วมรายการ เป็นต้น นอกจากนี้ ประเด็นเรื่อง "เงินทุน" ยังเป็นสิ่งจำเป็น ถือเป็น Key to Success ที่หลายค่ายจำเป็นต้องให้ความสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบัน ที่ธุรกิจทีวีดาวเทียมกำลังอยู่ในกระแสฟีเวอร์ มีผลให้ทีวีดาวเทียมมีการขยายตัวจาก 80 ช่อง เป็น 150 ช่องในปีหน้า
“การขึ้นช่องไม่ใช่เรื่องลำบาก สิ่งที่ยากคือ เมื่อทำแล้วจะให้คนดูได้อย่างไร เพราะตอนนี้มีช่องมากขึ้น คนดูเลือกดูไม่หมด ซึ่งตรงนี้ต้องใช้เงิน เราเองก็เช่นเดียวกัน”ชาลอต โทณวณิก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มีเดีย ออฟ มีเดียส์ จำกัด(มหาชน) กล่าว พร้อมเสริมว่า
การปั้น มีเดีย ชาแนล ให้เกิดและติดตลาด ระยะแรกจะใช้เงินไม่มากนัก เพราะอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อม แต่หลังจากนั้นเงินที่ใช้ทางด้านนี้จะเพิ่มขึ้นแน่นอน เพื่อเร่งสร้างเรทติ้ง และสร้างความมั่นใจให้กับสปอนเซอร์ ที่จะซื้อโฆษณาโดยรูปแบบไม่ต่างไปจากแนวทางการแจ้งเกิดทีวี ดาวเทียมของ จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ซึ่งนอกจากเงินในการโปรโมท ยังเตรียมใช้สรรพกำลังที่มีอยู่ทั้งหมดมานำเสนอในลักษณะ Integrated media ขณะที่ โรส มีเดียฯ แม้ไม่กำหนดงบชัดเจน แต่เตรียมใช้สิ่งที่มี ไม่ว่าจะเป็น Gang Cartoon Network กิจกรรมตามโรงเรียน, Gang Cartoon Website Channel, Gang Cartoon Shop ที่มีกว่า 10 สาขาตามหัวเมืองใหญ่ เป็นต้น
ส่วนปีหน้ายังมีผู้เล่นอีกหลายรายที่ กำลังทยอยลงสู่สังเวียน อาทิเช่น อาร์เอส ซึ่งเตรียมจะเปิดทีวีดาวเทียม 2 ช่อง โดยจะเป็นช่องบันเทิง ฐานที่มั่นที่ทางอาร์เอสแข็งแรงและเชี่ยวชาญ กระทั่งสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ฟรีทีวีค่ายใหญ่ก็เตรียมเปิดถึง 4 ช่อง ได้แก่ ช่องรายการข่าว รายการกีฬา รายการเด็ก และรายการบันเทิง ไม่รวมผู้เล่นเดิมที่จะขยายช่องเพิ่ม เติม ไม่ว่าจะเป็น จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ที่วางแผนในระยะ 3-5 ปี ต้องมีทีวีดาวเทียม 8-10 ช่อง,มีเดีย ออฟ มีเดียส์ เตรียมเปิดอีก 2 ช่อง เป็นช่องไลฟ์สไตล์ 1 ช่อง และช่องข่าว 1 ช่อง สหมงคลฟิล์ม เปิด 2 ช่อง เป็นช่องหนังฮอลีวู้ด 1 ช่อง และช่องหนังเอเชีย 1 ช่อง โรส มีเดียฯ อีก 2 ช่อง เป็นช่องหนังและเพลงอย่างละ 1 ช่อง
ส่วนใครจะเป็นตัวจริงที่อยู่รอด หรือยืนระยะได้ยาวนานแค่ไหน คงต้องพิสูจน์กันว่า โมเดลและกลยุทธ์ของผู้เล่นแต่ละรายจะเป็นอย่างไร แต่เชื่อแน่ว่า สนามนี้ต้องแข่งกันหนัก ไม่แพ้ธุรกิจสื่ออื่นๆ อย่างแน่นอน
|