|
มือถือมึนเก็บภาษีเอสเอ็มเอส |
ที่มา: หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ 20/11/2551
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า
จากกรณีที่มีข่าวว่ากระทรวงการคลัง มีแผนที่จะเรียกเก็บภาษีสรรพสามิตกับสินค้าเพิ่มเติม เพื่อทดแทนรายได้ที่สูญหายไป จากการปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคลและบุคคลธรรมดา
โดยหนึ่งสินค้าที่จะอยู่ในเกณฑ์ถูกจัดเก็บภาษีสรรพสามิต
ได้แก่ บริการส่งข้อความสั้นหรือเอสเอ็มเอสนั้น
นายวิเชียร เมฆตระการ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์
เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส กล่าวว่า การส่งข้อความสั้น
(เอสเอ็มเอส) ในปัจจุบันมีหลายประเภท
ไม่ใช่เป็นเพียงแค่การส่งเพื่อเล่นเกม ชิงโชคร่วมสนุกเท่านั้น
การส่งเอสเอ็มเอสในหลายกรณีเป็นการส่งเพื่อความจำเป็น
รวมทั้งเป็นการส่งเพื่อสื่อสารระหว่างผู้พิการ ที่ไม่สามารถฟังหรือพูดได้
ซึ่งไม่น่าถูกจัดเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย
นายวิเชียรยังกล่าวอีกว่า
ก่อนหน้านี้รัฐจัดเก็บภาษีสรรพสามิตจากกิจการโทรคมนาคมมาแล้ว 1 รอบ
แต่ภายหลังเกิดข้อถกเถียงและยกเลิกการจัดเก็บไปเมื่อเร็วๆนี้ อย่างไรก็ตาม
ที่ผ่านมา เอไอเอสจ่ายค่าตอบแทนให้รัฐเต็มเม็ดเต็มหน่วยมาตลอด
นอกเหนือจากค่าส่วนแบ่งรายได้ให้แก่บริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) ในอัตรา
20-30% แล้ว ยังจ่ายภาษีเงินได้นิติบุคคลอีกที่ 30% จากรายได้ทั้งหมด
ซึ่งรวมรายได้จากเอสเอ็มเอสที่อยู่ประมาณ 10,000 ล้านบาทต่อปี
ขณะที่นายธนา เธียรอัจฉริยะ รองประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด
บริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค กล่าวว่า
บริการเอสเอ็มเอสปัจจุบันแบ่งเป็น 2 ส่วน หากต้องการเก็บภาษี
อาจเก็บจากเอสเอ็มเอสที่ให้บริการด้านความบันเทิง ดูดวง หรือเล่นเกม
ส่วนอีกประเภทหนึ่งเป็นเอสเอ็มเอสที่ใช้ส่งเพื่อติดต่อธุรกิจ
ไม่ต่างจากการใช้เสียงโทรติดต่อกัน และไม่ใช่สินค้าฟุ่มเฟือย
“ปัจจุบันดีแทคเสียภาษีและนำส่งรายได้เข้ารัฐเป็นจำนวนมาก
ทั้งภายใต้สัมปทานที่ 25% ของรายได้
ซึ่งรวมรายได้จากเอสเอ็มเอสเฉลี่ยปีละประมาณ 4,000 ล้านบาท ด้วย
รวมทั้งยังจ่ายภาษีนิติบุคคลที่ 30% ต่างหาก
รวมแล้วมากกว่าครึ่งหนึ่งหรือกว่า 50% ของรายได้
และอาจจ่ายมากกว่าธุรกิจเหล้าด้วยซ้ำ”
|