|
กฎหมายค้าปลีกฯ ยืดอีกรอบ ก.พาณิชย์ สั่งประชาพิจารณ์เข้ม หลังโมเดิร์นเทรด ฟันธงไม่โปร่งใส |
ที่มา: หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ 13-16 กันยายน 2552
วงการค้าปลีกชี้ร่างพ.ร.บ.ค้า
ปลีกค้าส่งส่อแววยืดเป็นหนังชีวิต
หลังการปรับปรุงแก้ไขร่างกฎหมายยังไม่ลงตัว แถมยังมีข้อกังขาหลายประเด็น
ที่ต้องทำให้โปร่งใส
ด้านประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย ชี้รัฐบาลต้องคำนึงถึงประโยชน์ของทุกฝ่าย
กระทรวงพาณิชย์เดินหน้าจัดประชาพิจารณ์ 9 ครั้งทั่วประเทศ
ก่อนปรับปรุงร่างสุดท้ายส่งครม.
แหล่งข่าวในวงการค้าปลีก เปิดเผยกับ
"ฐานเศรษฐกิจ" ว่า การยื่นเสนอร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)
การประกอบการธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง พ.ศ.......
โดยกระทรวงพาณิชย์ต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ในเดือนกันยายนนี้
มีแววว่าจะเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด
หลังจากที่มีการปรับร่างใหม่อีกครั้ง
โดยเสนอให้กำหนดธุรกิจและประเภทของธุรกิจค้าปลีกและค้าส่ง
ที่ต้องขอใบอนุญาต
และมีการจัดตั้งคณะกรรมการพิจารณาใบอนุญาตในระดับท้องถิ่น
ซึ่งขัดแย้งกับข้อเสนอที่ต้องการให้เปลี่ยนคณะกรรมการ
โดยเสนอให้ส่วนกลางเป็นผู้พิจารณา การให้อนุญาตขยายสาขาแทนที่จะเป็นอำนาจของผู้บริหารในระดับท้องถิ่น ซึ่งอาจเกิดการไม่โปร่งใสได้
ทั้งนี้นอกเหนือจาก 2 ประเด็นข้างต้น ยังมีเรื่องของสาระสำคัญของร่าง
พ.ร.บ. ที่ยังไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ในการแก้ไขปัญหา
เพราะขาดเนื้อหาที่จะช่วยเหลือร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิมหรือร้านโชวห่วย
ให้มีการพัฒนาทั้งในด้านสินค้าและบริการ
"กฎหมายค้าปลีกฉบับนี้ ยังมีข้อขัดแย้งหลายเรื่อง ที่จะต้องทำให้โปร่งใส
และต้องเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
เพราะที่ผ่านมาจะเห็นว่าเป้าหมายของการจัดทำร่างฯ
นี้มุ่งที่จะแก้ปัญหาร้านโชวห่วย แต่สาระต่างๆในร่างฯ
กลับเป็นการเอื้อต่อผู้ประกอบการบางกลุ่ม
ซึ่งนอกจากจะแก้ปัญหาโชวห่วยไม่ได้
หากปล่อยให้ผ่านออกมาจะส่งผลกระทบในหลายด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ
การค้าการลงทุน เป็นต้น" แหล่งข่าวกล่าว
นายธนภณ ตังคณานันท์ ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวว่า
หากพิจารณาถึงข้อมูลในอุตสาหกรรมค้าปลีกแล้ว เชื่อว่าจะทำให้รัฐบาลคิด
ทบทวนการออกกฎหมายควบคุมการประกอบการธุรกิจค้าปลีกให้รัดกุม
และแก้ไขตรงจุดมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ในการจัดทำร่าง พ.ร.บ. ค้าปลีกฯดังกล่าว
รัฐบาลต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดที่จะเกิดขึ้นกับทุกฝ่าย
ไม่ใช่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง นอกจากนี้ยังมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องอีกหลายฉบับ
ไม่ว่าจะเป็นพ.ร.บ.ควบคุมอาคารและที่ดิน พ.ร.บ.ผังเมือง เป็นต้น
ที่รัฐควรนำมาทบทวนเพื่อให้มีข้อบังคับที่เข้มงวด
"ข้อกฎหมายในเรื่องของการขยายสาขานั้น รัฐบาลควรดูในทุกๆด้าน
ว่าผู้เกี่ยวข้องเป็นใคร ผู้ผลิตต้นทาง รายใหญ่ รายเล็ก ดูทั้งหมด
ไม่ใช่ดูเพียงส่วนใดส่วนหนึ่ง และควรพิจารณาถึงผลกระทบรอบด้านว่า
ข้อมูลทั้งในอดีตและปัจจุบันเป็นอย่างไร สาเหตุที่ร้านโชวห่วยเลิกกิจการ
มาจากสาเหตุใด ซึ่งจะเห็นได้ว่าไม่ใช่มีแต่ร้านโชวห่วยที่ล้มหายไป
เพราะขณะเดียวกันก็มีร้านโชวห่วยใหม่ๆ เกิดขึ้นจำนวนมากกว่า 5-10%"
อย่างไรก็ดีจากความคลุมเครือเรื่องของการออกพ.ร.บ. ค้าปลีกค้าส่งฯ
คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อการลงทุนของผู้ประกอบการค้าปลีก ทำให้ลดการลงทุน
หลังจากที่กฎหมายต่างๆ
ทำให้การขออนุญาตขยายสาขามีความยุ่งยากและใช้เวลานานยิ่งขึ้น
ดร.ดามพ์ สุคนธทรัพย์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท เอก-ชัย
ดีสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด ผู้บริหารเทสโก้ โลตัส กล่าวกับ
"ฐานเศรษฐกิจ"ว่า
ขณะนี้ยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง ถึงการเลื่อนหรือชะลอการพิจารณาร่าง
พ.ร.บ. ค้าปลีกฯออกไป ทั้งนี้ที่ผ่านมามีการนำเสนอหลายครั้งว่า
การออกกฎหมายใด ๆ นั้น ควรจะมีการศึกษาปัญหาอย่างรอบคอบเสียก่อน
โดยเฉพาะธุรกิจค้าปลีกค้าส่งนั้น เกี่ยวข้องกับการจ้างงานจำนวนหลายแสนคน
SMEs หลายหมื่นราย เป็นภาคธุรกิจที่เป็นสัดส่วนของ GDP สูงถึง 20%
และที่สำคัญ คือ ผลประโยชน์ส่วนใหญ่ตกแก่ผู้บริโภค
ดังนั้นภาครัฐจึงควรมีผลงานวิจัย หรือผลการศึกษาทางเศรษฐศาสตร์ที่เชื่อถือ
ได้มากกว่า การสุ่มทำประชาพิจารณ์ครั้งแล้วครั้งเล่า
เป็นการสร้างกระแสเพื่อให้เป็นข่าวมากกว่า
การใช้หลักวิชาการและหลักเศรษฐศาสตร์
มาเป็นเครื่องในการพิจารณาจัดทำร่างกฎหมาย
อย่างไรก็ดีการออกกฎหมายซึ่งมีเจตนาในการควบคุมหรือจำกัดการทำธุรกิจนั้น
ย่อมมีผลกระทบต่อการลงทุนไม่มากก็น้อย
เพราะธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่มีความเชื่อมโยงในหลายอุตสาหกรรม
ทั้งทางตรงและทางอ้อม ดังนั้น การจัดทำกฎหมายใด ๆ
เพื่อจำกัดการเติบโตทางธุรกิจจึงเป็นสิ่งที่ภาครัฐควรพิจารณาด้วยความรอบคอบ
และทำหน้าที่สร้างความเข้าใจให้กับทุกฝ่าย
ไม่ใช่เพียงการจัดประชาพิจารณ์หรือการสัมมนาครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อให้ฝ่าย
ต่าง ๆ มาแสดงความคิดเห็นที่ต่างกันหรือโจมตีกันนั้น
ไม่เป็นผลดีกับใครทั้งสิ้น
จะไม่สามารถช่วยให้ร้านค้าปลีกรายย่อยพัฒนาศักยภาพของตนให้สูงขึ้นได้
หรือเข้าใจลูกค้าของตนมากขึ้นได้
"เราไม่ขัดข้องหากภาครัฐเห็นสมควรที่จะให้มีกฎหมายเข้ามาดูแลภาคธุรกิจค้า
ปลีกค้าส่ง แต่อยากให้ภาครัฐแน่ใจว่า กฎหมายนั้น ๆ
จะก่อให้เกิดผลดีอย่างแท้จริงสำหรับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
เป็นผลดีต่อภาคธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง ต่อผู้บริโภค
และต่อเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม หากต้องการจะให้มีกฎหมายกันจริง ๆ
ภาครัฐก็ควรให้ความมั่นใจว่ากฎหมายดังกล่าวจะครอบคลุมและกำหนดบทบาทหน้าที่
ความรับผิดชอบของทุกฝ่าย
และบอกได้ว่ากฎหมายดังกล่าวจะมีผลดีอย่างไรต่อผู้บริโภค
ภาคธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง และเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว
การออกกฎหมายมาเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
โดยไม่มองถึงผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ ในระยะยาวนั้นน่าจะเป็นผลเสียมากกว่าผลดี
นายยรรยง พวงราช อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า
รัฐมนตรีว่าการกระทรงพาณิชย์ได้สั่งการให้ทำประชาพิจารณ์ร่างพ.ร.บ.การ
ประกอบการธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง รวม 9 ครั้งทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด
เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งค้าปลีกรายย่อย
ค้าส่งรายใหญ่ นักวิชาการ ภาครัฐ และเอกชน
เข้ามามีส่วนร่วมในการปรับปรุงแก้ไข
เพื่อกฎหมายที่ออกมาเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย
โดยตั้งเป้ากำหนดให้แล้วเสร็จใน 2 เดือน
หลังจากนั้นจึงนำมาปรับปรุงแก้ไขร่างกฎหมายสุดท้าย
ก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.)พิจารณา คาดว่าจะแล้วเสร็จก่อนสิ้นปีนี้
อนึ่งก่อนหน้านี้นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี
กล่าวปาฐกถาในงานครบรอบ 25 ปีสมาคมผู้ค้าปลีกไทยว่า
รัฐบาลนี้ถือว่าภาคธุรกิจมีความสำคัญ และจะไม่ยืนขวางการลงทุน
พร้อมสนับสนุนให้ธุรกิจเดินหน้า สร้างรายได้ เพื่อจัดเก็บภาษี
ทั้งนี้ภาคการค้าปลีกจำเป็นต้องอาศัยกำลังซื้อของประชาชน
ซึ่งในอนาคตยังต้องมีการพัฒนาต่อไป
|