|
กทช.ประมูล3Gปลดล็อกสัมปทานทุนสื่อสาร |
ที่มา: หนังสือพิมพ์ฐานเศรษกิจ 16/10/2009
ถึงแม้คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช. จะมีมติเปิดรับฟัง ความคิดเห็นสาธารณะเรื่องร่างสรุปข้อสนเทศ (Information Memorandum) การจัดสรรคลื่นความถี่ IMT หรือ 3G and beyond มาหลายครั้ง แต่ก็ยังหาข้อสรุปเรื่องนี้ไม่ได้ จึงต้องจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นอีกรอบหนึ่ง ภายในปลายเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้
เหตุที่ต้องจัดประชาพิจารณ์อีกครั้งหนึ่ง เกิดจากการประชาพิจารณ์เมื่อวันที่ 28 กันยายนที่ผ่านมา ยังมีประเด็นที่หลายฝ่ายตั้งคำถามและยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน อาทิ กรณีเร่งรีบเปิดประมูลคลื่นความถี่ 2.1 เมกะเฮิรตซ์ เพื่อให้บริการมือถือ 3G ซึ่งถือเป็นทรัพยากรของชาติ ,การออกใบอนุญาตครั้งเดียว 4 ใบ และกรณีนายศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มทรู ออกมาเปิดประเด็นรัฐวิสาหกิจต่างชาติครอบงำระบบสื่อสารไทย
พิรุธเร่งออกใบอนุญาต
หลายข้อสังเกตของผู้เกี่ยวข้องตามประเด็นข้างต้น กลายเป็นเรื่องร้อนแรงที่ถูกจับตามอง เพราะการออกใบอนุญาตครั้งนี้ จะเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอุตสาหกรรมมือถือครั้งใหญ่ จากระบบสัมปทานมาสู่โครงสร้างใหม่ที่ กทช.เป็นผู้ออกแบบ
เมื่อ กทช. มีอำนาจเปลี่ยนแปลงโครงสร้างมือถืออย่างมีนัยสำคัญ การออกใบอนุญาตครั้งนี้จึงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องฝ่าวงล้อมแรงต้านหลายด้าน แม้ทาง กทช.เองจะอ้างเหตุผลว่า ได้ใช้เวลาดำเนินการเรื่องนี้ต่อเนื่องมากว่า 2 ปี และยึดกรอบตามกฎหมายฉบับเดิม คือ พ.ร.บ.จัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับดูแลการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม 2535 เนื่องจากกฎหมายฉบับใหม่ คือ ร่าง พ.ร.บ.จัดสรรคลื่นความถี่และกำกับดูแลการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.....อยู่ระหว่างการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญปี 2550
ประเด็นสำคัญสุดที่ กทช. ถูกตั้งคำถามเรื่องการออกใบอนุญาตที่ไม่สามารถหลีกหนีได้คือ "ออกใบอนุญาตโดยเอื้อผลประโยชน์กับทุนสื่อสารบางกลุ่ม ซึ่งเป็นกลุ่มที่สนับสนุนทางการเมืองหรือไม่" และทำไมจึงรีบเร่งดำเนินการเรื่องนี้ เพราะช่วงที่ กทช.ออกใบอนุญาตมือถือ3G และเตรียมประกาศในราชกิจจานุเบกษาภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ ถือเป็นช่วงคาบเกี่ยวการคัดเลือก กทช.ชุดใหม่ ทดแทนกรรมการเก่าที่ต้องจับสลากออกจากตำแหน่งจำนวน 3 คน และมีกรรมการลาออกพ้นออกจากตำแหน่งอีก 1 คน (อ่านรายละเอียดสรรหา กทช. เพิ่มเติมหน้า 30 ) นั้น เวลานี้อยู่ระหว่างกระบวนการสรรหา
สภาทนายความออกโรงต้าน
ขณะเดียวกัน สภาทนายความยังออกแถลงการณ์เรื่อง ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับการคงสิทธิ์เลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ และการออกประกาศเชิญชวนให้มีการประมูลโทรศัพท์มือถือระบบ 3G ในครั้งนี้ มีอำนาจถูกต้องและชอบธรรมในการออกประกาศหรือไม่ เนื่องจาก กทช.มีสถานะเป็นองค์กรเฉพาะชั่วคราวเท่านั้น และ ในมาตรา 305 ของรัฐธรรมนูญปี 2550 ได้กำหนดให้จัดตั้งองค์กรอิสระ ทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับดูแลการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และ กิจการโทรคมนาคม (กสทช.) ซึ่งรัฐบาลต้องทำให้แล้วเสร็จภายใน 180 วัน แต่ผ่านมา 3 รัฐบาล ไม่สามารถจัดตั้ง กสทช.ได้ ดังนั้นรัฐบาลและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะต้องเร่งกระบวนการให้มี กสทช.โดยเร็ว การออกโรงคัดค้านของสภาทนายความครั้งนี้ สอดคล้องกับแนวความคิดของนายอนุภาพ ถิรลาภ นักวิชาการอิสระทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่ชี้ว่า ประเด็นที่ยังไม่มีความชัดเจนมีด้วยกัน 3 เรื่องหลัก คือ เรื่องแรก กฎหมายยังไม่มีความชัดเจน ถ้าชัดเจน กทช.คงไม่ส่งเรื่องให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความ เรื่องการจัดสรรคลื่นความถี่ เรื่องที่สอง ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ และ สุดท้าย คือ ประเด็นค่าเชื่อมโยงเครือข่าย หรือ IC (Interconnection Charge) ที่ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาไปแล้ว แต่ปัจจุบันก็ยังไม่เกิดผล "เมื่อประเด็นหลายอย่างยังไม่ชัดเจน สิ่งที่เป็นห่วงคือ เมื่อมีคนเข้าประมูลและมีการลงทุนเกือบสองหมื่นล้านบาท เกิดศาลออกมาตัดสินว่า สิ่งที่ กทช.ทำไม่ถูกต้อง บริษัทเหล่านี้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจะเสียหายมากกว่า เพราะฉะนั้น กทช.ควรรอกฎหมายใหม่ออกมาก่อน ประเด็นข้อโต้แย้งเหล่านี้จะได้หมดไป"
ผันค่าต๋งรัฐกลับเข้ากระเป๋าเอกชน
อย่างที่ได้กล่าวมาในตอนต้น ว่าการออกใบอนุญาตครั้งนี้ กทช. ออกแบบเปลี่ยนแปลงโครงสร้างธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคมอย่างมีนัยสำคัญ โดยเป็นการเปลี่ยนแปลงการจ่ายค่าต๋ง จากเดิมที่ค่ายมือถือต้องจ่ายค่าสัมปทานให้กับหน่วยงานรัฐ คือ บมจ.ทีโอที และ บมจ. กสทโทรคมนาคมกทช. แบบขั้นบันไดตลอดอายุสัญญา เปลี่ยนระบบเป็นการจ่ายแบบครั้งเดียว และได้รับใบอนุญาตการดำเนินงานระยะยาวเป็นเวลา 15 ปี
"จากเดิมที่เอกชนจ่ายเงินเข้ารัฐผ่านทีโอทีและกสท จากนั้นส่งต่อไปยังกระทรวงการคลัง แต่ละปีรวมเป็นเงินแสนล้านบาท แต่ระบบใหม่เอกชนได้ใบอนุญาตใหม่ เท่ากับล้างไพ่ใหม่ย้ายเงินจากรัฐเข้าสู่กระเป๋าเอกชน" นายอนุภาพ กล่าว ไม่เพียงเท่านี้ นายอนุภาพยังยกตัวอย่างปัญหาการออกใบอนุญาต 3G ในต่างประเทศ อย่างเช่น โวดาโฟน ได้ถือใบอนุญาตกว่า 5 ปี แต่เพิ่งเปิดให้บริการเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ที่ฮ่องกงเปิดประมูลไปก็ยังล้มเลิกประมูล และเปลี่ยนวิธีเป็นแบบบิวตี้ คอนเทสต์ (การประเมินเชิงเปรียบเทียบ) เพราะยังมีผู้ใช้บริการน้อย โดยวัตถุประสงค์ของโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G คือการให้บริการประเภทนอนวอยซ์ (บริการด้านข้อมูล) และต้องมีรายได้มากกว่า 20% ของรายได้รวม สิ่งที่กทช.กำลังดำเนินการผิดวัตถุประสงค์ เพราะประเทศไทยบริการทางด้านเสียง (Voice) ยังสูงมากกว่าด้านข้อมูลที่มีเพียง 13% และหากแยกบริการ SMS (Short Message Service:บริการส่งข้อความ) ออก จะเหลือสัดส่วนของนอนวอยซ์เพียง 4% เท่านั้น ถือว่าน้อยมาก เมื่อเทียบกับประเทศที่มีสัดส่วนการให้บริการนอนวอยซ์สูง อาทิ ญี่ปุ่น เกาหลี และ ไต้หวัน "การออกใบอนุญาตครั้งนี้ประชาชนได้ประโยชน์จริงหรือไม่ ตลอดระยะเวลา 5 ปี ของคณะกรรมการ กทช.ชุดนี้ ใช้เงินโฆษณาประชาสัมพันธ์ร่วมพันล้านบาท ประชาชนได้ประโยชน์อะไรจาก กทช."
รัฐสูญ 2 แสนล้าน
อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอุตสาหกรรมโทรคมนาคมครั้งนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าภาครัฐคือ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ต้องสูญเสียรายได้จากค่าสัมปทานเป็นเงินมหาศาล แม้นายสมประสงค์ บุญยะชัย ประธานกรรมการบริหาร บมจ.ชินคอร์ป กล่าวว่า ไม่ช้าหรือเร็วสัญญาสัมปทาน การให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ของเอไอเอส ก็จะหมดอายุลงในปี 2558
ขณะที่นายสมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านเศรษฐกิจยุคสารสนเทศ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ออกมาเปิดเผยรายละเอียดว่า ทั้งสองหน่วยงานต้องสูญเสียรายได้จำนวน 180,000 ล้านบาท จากการที่ผู้ให้บริการมือถือทั้ง 3 ราย คือ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส,บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค และ บริษัท ทรูมูฟ จำกัด เมื่อได้รับใบอนุญาตให้บริการมือถือ 3G แล้ว จะตั้งบริษัทลูกขึ้นมา เพื่อทำการโอนถ่ายลูกค้าไปยังบริษัทใหม่ทันที ตัวเลขเบื้องต้นคิดจาก 6 ปีแรกที่เปิดบริการ ทั้ง 3 บริษัทไม่ต้องจ่ายส่วนแบ่งรายได้ให้กับ บมจ.ทีโอที และ บมจ.กสท โทรคมนาคม อัตราปีละ 25-30% แต่เปลี่ยนเป็นค่าใบอนุญาตให้กับ กทช.ปีละ 6.5% เท่านั้น ส่วนที่เหลือคือกำไร ที่เอกชนจะได้รับแบ่งเป็นเอไอเอส 90,000 ล้านบาท, ดีแทค อีก 60,000 ล้านบาท และ ทรูมูฟ 30,000 ล้านบาท ขณะที่ภาครัฐต้องสูญเสียรายได้
เทศกาลเทกระจาดคลื่น
การเปิดประมูลคลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์ แบ่งคลื่นออกเป็น 45 เมกะเฮิรตซ์และจัดสรรคลื่น 10 เมกะเฮิรตซ์ ออกใบอนุญาตจำนวน 3 ใบ และอีก 1 ใบจำนวน 15 เมกะเฮิรตซ์ โดยกทช. เปิดประมูลครั้งเดียว พร้อมกับออกใบอนุญาตพร้อมกันทั้ง 4 ใบ ประเด็นตรงนี้ ดร.สมเกียรติ ได้ตั้งคำถามว่า ทำไม กทช.ไม่ออกใบอนุญาตเพียง1- 2 ใบ เพื่อให้เกิดการแข่งขันทางด้านราคา เมื่อเศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้น ค่อยทยอยออกใบอนุญาตส่วนที่เหลือเพิ่มเติม แต่ต้องกำหนดรายละเอียดให้ชัดเจน เช่น ระยะเวลาการออกใบอนุญาต ผู้ประมูลจะได้รู้ว่าจุดคุ้มทุนอยู่ที่เท่าใด และกำหนดราคาประมูลใบอนุญาตอยู่ที่ใบละ 10,000 ล้านบาท แต่ถ้าจัดสรรคลื่นความถี่ออกไปทั้งหมดภาพการลงทุนที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ต้องการจะเห็นสิ่งเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้น เพราะผู้ประกอบการบางรายจะไม่ลงทุนเองทั้งหมด จะลดวิธีส่วนแบ่งรายได้ให้กับภาครัฐด้วยวิธีการโอนลูกค้าเข้าไป อยู่ภายใต้บริษัทใหม่และใช้วิธีการโรมมิ่ง(เชื่อมโยงสัญญาณ)เครือข่ายที่มี อยู่เดิม
"กทช.ไม่ควรเทกระจาดโดยการเปิดประมูลครั้งเดียว เพราะเป็นการแจกของฟรี เหมือนแจกที่ดิน ต้องดูความต้องการของตลาดด้วย ถ้า 3G รองรับลูกค้าได้เพียง 1-2 ล้านราย มีประโยชน์อะไรที่แจกใบอนุญาตทั้งหมด ก่อนหน้านี้มีกทช.ท่านหนึ่งเคยออกมาพูดว่า 3 ใบใหม่เป็นผู้ประกอบการรายเดิม และอีก 1 ใบเป็นของผู้ประกอบการรายใหม่ ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงหมายความว่าอย่างไร"
สิ่งที่ต้องติดตามกันชนิดห้ามกะพริบตานับจากนี้ไปคือ การเร่งรีบประมูลคลื่นความถี่ 2.1 เมกะเฮิรตซ์ ของ กทช.ครั้งนี้จะฝ่าวงล้อมข้อสังเกตและท้วงติงจากนักวิชาการ สภาทนายความ ตลอดจนประชาสังคม ที่ออกโรงต้าน รวมทั้งผู้เกี่ยวข้องมีส่วนได้ส่วนเสียในแวดวงธุรกิจสื่อสาร ที่ตั้งท่าจะยื่นฟ้องศาลปกครองให้ยุติการประมูลไว้ก่อน ประเด็นสำคัญสุด คือคำถามที่ว่า แท้จริงการประมูลครั้งนี้ ทำไปเพื่อปลดล็อกให้กับกลุ่มทุนสื่อสาร ที่เกื้อหนุนกับกลุ่มการเมืองใช่หรือไม่ ? เมื่อเป็นอย่างนั้นแล้วประชาชนจะได้ประโยชน์อะไรจากการประมูล 3G ในครั้งนี้
|